ข้อมูลภาพยนตร์ The Witches
2020-11-03 15:43:47
Advertisement

ผลงานจากผู้กำกับฯ เจ้าของรางวัล Oscar โรเบิร์ต เซเมคคิส (“Forrest Gump”) สู่ภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซี “Roald Dahl’s The Witches” นำแสดงโดยเจ้าของรางวัล Oscar แอนน์ แฮทราเวย์ (“Les Misérable,” “Ocean’s 8”) และอ็อคเทเวีย สเปนเซอร์ (“The Help,” “The Shape of Water”), นักแสดงเข้าชิงรางวัล Oscar สแตนลีย์ ทูชชี่ (“The Hunger Games”, “The Lovely Bones”) ร่วมด้วยคริสติน ชีโนเวธ (ผลงานทางทีวี “Glee” และ “BoJack Horseman”) และเจ้าของรางวัลแห่งตำนานคอมเมดี้ คริส ร็อค นักแสดงหน้าใหม่ จาห์เซอร์ คาดีม บรูโน (ผลงานทางทีวี “Atlanta”) และร่วมด้วยคอร์ดี้-เลย เอสทิค (“Holmes & Watson”)

ภาพยนตร์เป็นการนำเรื่องราวของดาห์ลอันเป็นที่ชื่นชอบมาสู่ผู้ชมรุ่นใหม่ เซเมคคิสได้มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตลกร้ายและอบอุ่นใจของเด็กกำพร้า (บรูโน) ที่ได้อาศัยอยู่กับคุณยายที่เขารัก (สเปนเซอร์) ช่วงปลายปี 1967 ในย่านชนบทเดโมโพลิสในเมืองอลาบามา เด็กน้อยและคุณยายของเขาได้พบกับแม่มดที่มีทั้งความโหดร้ายและความน่าหลงใหล เธอใช้เล่ห์กลพาฮีโร่ตัวน้อยของเราไปยังรีสอร์ตริมทะเลที่ดูหรูหรา แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไปถึงในช่วงเวลาเดียวกับที่แม่มดผู้สูงส่งของโลก (แฮทราเวย์) พาผองเพื่อนของเธอจากทั่วโลกมาร่วมกันวางแผนร้ายอย่างลับๆ 

ผลงานเรื่องนี้สร้างอิงจากหนังสือของโรลด์ ดาห์ล บทภาพยนตร์โดย โรเบิร์ต เซเมคคิส และ เคนย่า บาร์ริส (ผลงานทางทีวี “black-ish,” “Shaft”) และเจ้าของรางวัล Oscar กุยเยอร์โม เดล โตโร (“The Shape of Water”) เซเมคคิสได้อำนวยการสร้างฯ ร่วมกับแจ็ค แรพกี้, เดล โตโร, อัลฟอนโซ คัวรอน และ ลุค เคลลี อำนวยการสร้างบริหารฯ โดยแจ็คเกอลีน ลีไวน์, มาเรียน เจนคินส์, ไมเคิล ซีเกิล, กิเดียน ไซม์ลอฟ และ เคท อดัมส์ 

ทีมงานเบื้องหลังของเซเมคคิสล้วนเป็นผู้ที่ร่วมงานกันบ่อยครั้ง เช่น ผู้กำกับภาพที่เคยเข้าชิงรางวัล Oscar ดอน เบอร์เจส (“Forrest Gump”) ผู้ออกแบบฉาก แกรี่ ฟรีแมน ผู้ลำดับภาพ เจเรเมียห์ โอ’ดริสคอล และ ไรอัน ชาน ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่เคยเข้าชิงรางวัล Oscar โจแอนน์นา จอห์นสตัน (“Allied,” “Lincoln”) และผู้ประพันธ์ดนตรีที่เคยเข้าชิงรางวัล Oscar อลัน ซิลเวสทรี (“Polar Express,” “Forrest Gump”)

วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส นำเสนอภาพยนตร์ผลงานจาก an Image Movers/Necropia/Experanto Filmoj Production, a Robert Zemeckis Film เรื่อง “Roald Dahl’s The Witches”  

The Witches แม่มดของ โรอัลด์ ดาห์ล

TheWitchesMovie.net
https://www.facebook.com/WitchesMovieThailand

รายละเอียดการถ่ายทำ

พวกแม่มด—มีอยู่จริง!

เท่าที่เรารู้เกี่ยวกับพวกแม่มด: พวกมันจะสวมถุงมือตลอดแม้ว่าอากาศจะร้อนก็ตาม จมูกของมันมีขนาดใหญ่มาก และจะสวมวิกเอาไว้เพื่อปกปิดหนังศีรษะล้าน พวกมันไม่มีนิ้วเท้า ปากของพวกมันยาวกว้างไปถึงหูได้เลยทีเดียว และสิ่งที่สำคัญสุดนะหรอ? พวกมันโหดเหี้ยมอำมหิตย์มาก

ภาพยนตร์เรื่อง “Roald Dahl’s The Witches” เคยเป็นเรื่องราวที่มีความสนุกสนานและอบอุ่นหัวใจ เกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่ต้องอยู่อย่างลับๆ ในสังคมแม่มด โดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณยาย พวกเขาพยายามขัดขวางแผนชั่วร้ายที่จะทำให้เด็กทั้งโลกกลายเป็นหนู และเมื่อผลงนนี้ตกมาอยู่ในมือของผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีความชำนาญอย่างโรเบิร์ต เซเมคคิส จึงกลายเป็นเรื่องตื่นเต้นและผลงานด้านภาพที่มีความซับซ้อน

“นี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความโหดร้าย” เซเมคคิส ผู้กำกับฯ / ผู้ร่วมเขียนบทฯ / ผู้อำนวยการสร้างฯ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้หวนกลับมาหาผลงานนิยายอันเป็นที่รัก “หนังสือของโรลด์ ดาห์ลเป็นหนังสือสำหรับเด็กที่ดีเยี่ยม แต่ก็ไม่ใช่หนังสือเด็กซะทีเดียว ในหนังสือมีเด็กๆ เป็นตัวละครของเรื่อง มีเด็กๆ มาสร้างความสนุก แต่ผู้อ่านหนังสือของเขาทุกวัยได้รับความสนุกเหมือนกัน และหนังเรื่องนี้ก็เหมาะสำหรับทุกคน”

ขณะเดียวกันฝั่งโรลด์ ดาห์ลมีต้นฉบับมากมายที่จะนำเสนอผู้สร้างภาพยนตร์ “ผมคิดว่า The Witches เป็นหนึ่งในสุดยอดหนังสือของโรลด์ ดาห์ล ถ้าไม่ใช่เล่มที่ดีที่สุด ทำไมผมถึงเกิดความสนใจที่จะสร้างหนังขึ้นมาเป็นพิเศษล่ะ เรื่องแม่มดมีความสนุกปนโหด พวกมันชั่วร้ายและไม่เกรงกลัวอะไร พวกมันอยากทำลายโลกของเด็กๆ ผมคิดว่านั่นเป็นไอเดียที่ฉีกแนวเรื่องราวสำหรับเด็กไปเลย”

แม้ว่าพวกมันจะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ผิดปกติหลายอย่าง ในหนังส่วนใหญ่จะดูเป็นสาวงามสง่าที่เราพบเห็นได้บนเรือยอร์ชชายฝั่งริเวียร่า ไม่ได้ขี่ไม้กวาดกันแล้ว ซึ่งแอนน์น์ แฮทราเวย์มารับบทผู้นำเหล่าแม่มด เรียกกันว่าแม่มดผู้ยิ่งใหญ่

“โรลด์ ดาห์ล เขียนตัวละครต่างๆ ที่น่ากลัวได้ดีกว่าใคร เขาดึงความโหดร้ายออกมาจากสิ่งที่เราเห็นบนโลก มันเลยเป็นสิ่งที่คุ้นตา สนุกสนาน แต่ก็มีความน่ากลัวอยู่ด้วย” แฮทราเวย์กล่าว นักแสดงสาวรู้สึกตื่นเต้นที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับฯ แห่งตำนานอย่างเซเมคคิส เธอกล่าวเสริมว่า “บ็อบเข้าใจมุกตลกแนวการ์ตูนในหนังไลฟ์แอ็คชั่น ซึ่งต้องใช้อารมณ์สูงมาก เขาเขียนกฎต่างๆ ที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่จะใช้ในหนังตอนนี้ พอเรารวมจินตนาการของเขาและเทคนิคส่วนตัวที่เขามีกับเรื่องราวของโรลด์ ดาห์ล มันกลายเป็นการผสมผสานกันที่มีความตื่นเต้นมากครับ”

การผสมทั้งความสนุกสนานและจินตนาการต่างๆ ของเรื่องราว เช่น การแปลงร่างของแม่มดที่สวยงามสู่ความสยอง และเด็กกที่น่ารักสู่เจ้าหนูตัวน้อย ทั้งหมดคือภาพขนาดใหญ่ที่เซเมคคิสต้องถ่ายทอดลงไปในโปรเจ็กต์ แต่เขาก็ไมลืมที่จะเน้นย้ำประเด็นสำคัญในเรื่องของโรลด์ ดาห์ เซเมคคิสเล่าว่า “ผมคิดว่าแท้จริงแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องของการยอมรับ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว การยอมรับในสิ่งที่เราเป็น มันเป็นการเดินทางค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเรา และการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีความเป็นอมตะ และสร้างความสนุกสนานให้กับผู้อ่านหลายยุคสมัย” 

“Roald Dahl’s The Witches” ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครหลักซึ่งเป็นฮีโร่หนุ่มที่ยังไม่มีชื่อ เขาอาศัยอยู่กับคุณยายที่เรียกกันว่าคุณยาย ในช่วงแรกของเรื่องเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าคนนึง “ไอเดียของการให้เป็นเด็กกำพร้าหรือต้องสูญเสียพ่อแม่ล้วนสร้างความกลัวให้คนทั่วไปได้” เซเมคคิสกล่าว “มันไม่ใช่แค่ความกลัวสำหรับเด็ก แต่เป็นความกลัวที่เราสัมผัสได้และจะรู้สึกสงสารเมื่อตัวละครทำให้เราอินกับเรื่องราวตั้งแต่แรกเริ่ม” 

อ็อคเทเวีย สเปนเซอร์รับบทคุณยาย ตัวละครที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและแผนในอนาคตที่เตรียมไว้ให้ฮีโร่หนุ่ม ซึ่งรวมถึงบทเรียนพิเศษเกี่ยวกับการสังเกตแม่มดด้วย “ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ด้วยเหตุผลหลายอย่างค่ะ” สเปนเซอร์กล่าว “ฉันเป็นแฟนตัวยงของบ็อบ เซเมคคิส ฉันคิดว่าเขามีพรสวรรค์ที่โดดเด่นมากในวงการนี้ ฉันเป็นแฟนผลงานของเขาและเคยอ่านหนังสือของเขา เรื่องราวนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจค่ะ ฉันรู้สึกว่าบทคุณยายก็น่าจะสนุกดี เธอไม่เหมือนคุณยายทั่วไป ฉันคิดว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่สนุก สยอง มีความตื่นเต้น ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งและร่วมงานกับแอนน์ด้วยค่ะ”

เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในเรื่องใช้สถานที่ในโรงแรมที่คุณยายและหลานของเธอใช้หลบซ่อนตัว (หรือตามที่พวกเขาคิดไว้!) จากพวกแม่มดที่เข้ามาบุกถิ่นบ้านเกิดของพวกเขา เมื่อเรื่องราวผ่านไปทั้งฮีโร่หนุ่มและคุณยายต้องเผชิญหน้ากับแม่มดจำนวนมากขึ้น ทำให้เซเมคคิสยิ่งต้องเน้นย้ำสิ่งสำคัญในเรื่องราวของโรลด์ ดาห์ล : หลายสิ่งมักไม่เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป ซึ่งเป็นการเตือนถึงเรื่องการตัดสินบุคคลอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก

สแตนลีย์ ทูชชี่รับบทผู้จัดการโรงแรมที่ต้องดูแลเรื่องการจัดประชุมของเหล่าแม่มด และสยบข่าวลือเกี่ยวกับพวกหนู ทุคชี่เองก็ไม่ต่างกับแฮทราเวย์และสเปนเซอร์ที่ตื่นเต้นกับที่ได้มาร่วมงานกับโรเบิร์ต เซเมคคิส โดยเฉพาะในโปรเจ็กต์ของโรลด์ ดาห์ล “โรเบิร์ต เซเมคคิสเป็นคนหนึ่งที่มีอิทธิพลในวงการภาพยนตร์ เขาเปลี่ยนแนวทางการดูหนังของเรา สิ่งที่เขาสร้างไว้กับโรเจอร์ แรมบิทมันนาทึ่งมาก เขาประสบความสำเร็จและฉลาดมาก แถมยังมีความสามารถหลายด้านด้วย เขามีผลงานมากมายและมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง” เมื่อเป็นเรื่องราวของโรลด์ ดาห์ลแล้ว นักแสดงชายเป็นแฟนคนหนึ่งที่สนุกกับเรื่องราวที่มีความโหดร้ายรวมไว้ในเรื่อง แบบที่นักเขียนผลงานสำหรับเด็กท่านคนอาจจะเลี่ยงกัน “เขาไม่กลัวเรื่องความโหดร้ายเลย และเด็กๆ ก็ต้องการความโหดร้ายแบบนั้น บางครั้งเราก็กลัวมากเกินไปกว่าที่มันเกิดขึ้นจริง ผมคิดว่าเขาคิดแบบนั้น และหลายครั้งเขาก็สร้างความตลกขึ้นมาจากความโหดร้ายนั่น”

บทฮีโร่หนุ่มแสดงโดยนักแสดงหน้าใหม่ จาห์เซอร์ บรูโน เขาต้องมารับหน้าที่ขัดขวางแผนการชั่วร้ายของเหล่าแม่มด และหนูจอมซนที่ชื่อ เดซี่ ให้เสียงพากย์โดยคริสติน ชีโนเวธ นักแสดงหญิงเล่าให้ฟังว่าครั้งแรกเธอรู้สึกนใจกับบทนี้จาก “เรื่องราวต้นฉบับค่ะ ฉันมักจะมองย้อนไปที่เรื่องราวต้นฉบับ สำหรับฉันคือหนังสือของโรลด์ ดาห์ลนั่นเอง” แต่สำหรับตัวละครจิ๋วที่มีความมั่นใจและดูมีพลังนี้ “ฉันขอเรียกเธอว่าเป็นผู้นำตัวน้อยแล้วกันค่ะ” เธอกล่าว

โดยหลักของเนื้อเรื่องจะเล่าผ่านการบรรยายของฮีโรหนุ่มตอนที่เขาโตขึ้นแล้ว ให้เสียงเลาบรรยายโดยคริส ร็อค “ผมอยากร่วมงานกับบ็อบ เซเมคคิส และเขาก็มีบทให้ผมได้ร่วมงานด้วย” เขากล่าว “ผมอยู่ในวงการมาเกือบ 30 ปี ผมไม่มีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาเลย ฉะนั้นผมเลยคว้าโอกาสนี้ซะ บวกกับมีแอท แฮทราเวย์ อ็อคเทเวีย สเปนเซอร์ สแตนลีย์ ทูชชี่มาร่วมงานด้วย ทุกคนคือเหตุผลสำคัญทั้งนั้น และก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการมีเนื้อเรื่องที่สนุก ผู้กำกับที่มีฝีมือ และนักแสดงที่เก่งในเรื่อง” 

สำหรับการถ่ายทอดเรื่องราว เซเมคคิสได้ร่วมงานกับผู้เขียนบทฯ เคนยา บาร์ริส เพื่อสร้างบทขึ้นมาจากผู้อำนวยการสร้างฯ กุยเยอร์โม เดล โตโร บาร์ริสเล่าว่า “ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ผลงานของโรลด์ ดาห์ล เนื้อเรื่องมักจะมีจุดหักมุมเล็กๆ เสมอ ผสมกับความลึกลับ เวทมนตร์ และความแปลกที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งมาจับคู่กับความชำนาญและพรสวรรค์ของบ็อบ เซเมคคิสที่ถ่ายทอดสู่จอภาพยนตร์ ทำให้รู้สึกว่าเป็นการจับคู่กันอย่างลงตัว สำหรับการได้เขียนบทฯ คู่กับเขา? ถือเป็นโอกาสที่ผมปล่อยไปไม่ได้เลยครับ” 

ขณะที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องรักษาลูกเล่นของการหักมุม ความแปลกของตัวละคร และการเล่าเรื่องราวอย่างสนุกสนาน พวกเขาได้พาเรื่องราวจากฉากที่เกิดขึ้นในยุโรปไปสู่รัฐอลาบามาในสหรัฐฯ ซึ่งแทนที่จะสร้างให้ดูเหมือนยุคสมัยปัจจุบัน ผู้เขียนฯ ได้ย้อนเวลากลับไปหาปี 1960 “มันทำให้เราถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีเสน่ห์มากขึ้น ตอนนั้นคือก่อนที่จะมีโทรศัพท์มือถือ กล้องวงจรปิด และการตรวจสอบได้ 24 ชั่วโมง” เซเมคคิสอธิบาย “สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาโทนของหนังสือเอาไว้ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญ”

ผู้อำนวยการสร้างแจ็ค แรพเก้ เล่าว่า “ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไมโรลด์ ดาห์ลถึงเป็นหนึ่งในนักเขียนยอดเยี่ยม หลายเรื่องของเขาทำให้เด็กเข้าใจได้ง่าย เพราะเขาเขียนจากมุมมองของเด็กๆ แต่ก็ยังมีมุกตลกเจ็บแสบที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ง่ายไม่ต่างกับเด็กด้วย เขามีบางสิ่งที่เตรียมไว้สำหรับทุกคนอยู่ในหนังสือ และผสมกับสไตล์การเล่าเรื่องราวในแบบของบ็อบ เรารู้ว่านี่จะต้องเป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับผู้ชมทุกวัยแน่ๆ” 

สำหรับการเรื่องราวในจินตนาการมาสร้างให้เป็นณูปร่าง เซเมคิสได้เดินทางไปยัง Warner Bros. Studios Leavesden และไว้วางใจทีมครีเอทีฟ ได้แก่ ผู้กำกับภาพ ดอน เบอร์เกส ผู้ออกแบบฉาก แกรี่ ฟรีแมน ผู้ลำดับภาพ เจเรเมียห์ โอ’ดริสโคล และ ไรอัน ชาน ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย โจแอนน์นา จอห์นสตัน และผู้ประพันธ์ดนตรี อลัน ซิลเวสทรี เนื่องจากในภาพยนตร์มีตัวละครหลากหลายตั้งแต่เกน้อยไปจนถึงคุณยายผู้มีหัวใจยังสาว ภาพยนตร์จึงต้องอาศัยผู้ที่ทุกคนเห็นแล้วจะอินไปด้วยได้ ซึ่งการสวมบทบาทของทีมนักแสดงได้สร้างความประทับใจให้กับเซเมคคิสได้มาก 

“ผมตื่นเต้นมากกับทีมนักแสดง” เขากล่าว “คือเรามีแอนน์ แฮทราเวย์ที่มารับบทแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ และเธอก็แสดงได้อย่างน่าทึ่งมาก ถ่ายทอดความโหดร้ายของตัวละครออกมาได้ เรามีอ็อคเทเวีย สเปนเซอร์ที่มารับบทคุณยายของฮีโร่ เธอเป็นนักแสดงที่เก่งมากที่ได้มาร่วมงานกัน เป็นนักแสดงที่มีพลังและมีไหวพริบด้านการเล่นมุกที่ดีเยี่ยม เรามีสแตนลีย์ ทูชชี่ในหนัง และผมสนุกที่ได้ร่วมงานกับเขา ผมเป็นแฟนผลงานของเขา เขาสามารถเล่นอะไรก็ได้ และเรามีจาห์เซอร์ บรูโน เด็กหนุ่มที่มาเลนหนังเป็นครั้งแรก แต่เขากลับมีความเป็นนักแสดงอยู่ในตัวสูงมากมใ


 

เธอคือแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!

แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ 

เมื่อโตขึ้นแอนน์ แฮทราเวย์รักการอ่านเรื่องราวของโรลด์ ดาห์ล “หนึ่งในหลายสิ่งคือฉันรักงานเขียนของโรลด์ ดาห์ลมากค่ะ ตอนนี้ก็ยังรักอยู่ มันมีความอ่อนโยนอยู่ในเนื้อเรื่อง สะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกของเด็กออกมาได้สมจริงไม่เยอะเกินไป ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากค่ะเพราะหนังสือสำหรับเด็กมักจะแสดงความอ่อนโยน ทุกอย่างโรยด้วยกลีบกุหลาบไปซะหมด ขณะที่เด็กจำนวนมากในเรื่องราวของโรลด์ ดาห์ล โดยเฉพาะเรื่อง The Witches มักจะเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มาก”

ในบทของ “Roald Dahl’s The Witches” มีการบรรยายถึงแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ไว้ว่ามีความงามสะดุดตา ผิวพรรณผุดผ่อง มีโครงหน้าที่สวยไร้ที่ติ คิ้วดำเข้ม และริมฝีปากสีแดงเข้ม แม้ว่าภายนอกเธอจะดูงดงาม แต่จิตใจเธอเต็มไปด้วยความโหดร้ายและสกปรก แม้ว่าเธอจะเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีการจำได้มากที่สุด และถูกเรียกว่าเป็นตัวละครที่น่ากลัวและโหดร้ายที่สุด แต่นี่คือบทที่แฮทราเวย์รู้สึกตื่นเต้นกับการเข้าไปสำรวจ

ในการแสดงความโหดร้ายเพื่อถ่ายทอดตัวเธออออกมา นักแสดงหญิงเลาว่า “แม่มดผู้ยิ่งใหญ่คือฝันร้ายอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่ก็เป็นบทที่น่าสนุกมากด้วยค่ะ เธอเกลียดทุกอย่าง ไม่มีอะไรทำให้เธอมีความสุขได้เลย เธอไม่สนุกกับสิ่งใดทั้งนั้น”

ในเรื่องแม่มดผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้นำการประชุมของเหล่าแม่มดที่เกลียดเด็กทั้งหลายในโรงแรม Grand Orleans Imperial Island Hotel ทุกคนอยู่ภายใต้เปลือกของคนชั้นสูง เพื่อป้องกันการทารุณเด็กๆ แต่ในความเป็นจริงเธอได้พัฒนายาพิษที่จะกำจัดพวกเด็กๆ โดยการทำให้พวกเขากลายเป็นหนูให้หมด 

“เธอพบกับสิ่งที่น่าขยะแขยงบนโลก เธอเลยพยายามหาจัดการกับความทรมาณนั้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสวยด้วย!” แฮทราเวย์กล่าวเสริม

แรพเก้เล่าว่า “แอนน์ แฮทราเวย์ถ่ายทอดความเป็นแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหลายมิติออกมาได้ เธอแสดงเสน่ห์ออกมาให้เห็น แต่มีอารมณ์ขันที่ทำให้การแสดงของเธอดูโดดเด่นมีลูกเล่นแพรวพราวด้วย เธอมีทั้งความอ่อนโยนและความเป็นกันเอง ฉะนั้นเวลาที่เธอพยายามหลอกล่อเด็กๆ เลยดูใจดี อ่อนโยน น่ารัก แอนน์นี่สามารถหลอกล่อได้อย่างแนบเนียนมาก เธอพบการผสมผสานระหว่างบุคลิกความเป็นแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ได้ การแสดงของเธอดูน่าสนุกอย่างไร้ที่ติ มีความตื่นเต้น และมีความตลกอย่างครบครัน

แม้ว่าฉากของเรื่องจะย้ายสถานที่ไปยังอเมริกา ตามต้นฉบับแล้วแม่มดผู้ยิ่งใหญ่เดินทางมาจากนอร์เวย์ ซึ่งแฮทราเวย์ก็สามารถพูดสำเนียงภาษานอร์เวย์ได้ นักแสดงเล่าว่ามันง่ายมากกว่าที่คิด “ในบทระบุไว้ว่าเธอพูดสำเนียงชาวสแกนดิเนเวียนแบบแปลกๆ ฉันเลยเริ่มสังเกตสำเนียงของชาวสแกนดิเนเวียน ฟังแล้วเพราะมากค่ะ” เธอกล่าว “น้ำเสียงจะมีโทนสูงและเหมือนเสียงจังหวะดนตรีจนฉันคิดว่า ‘ฉันไม่ต้องกลัวใครเรื่องสำเนียงนี้แล้ว!’”

ในการศึกษาค้นคว้าร่วมกับโคชด้านภาษาท้องถิ่นของแฮทราเวย์ ทำให้เธอได้สังเกตภาษาของชาวนอร์เวย์สมัยก่อน “ฉันเจอวีดีโอของนักศึกษาที่ตีความบทกวีค่ะ เขาใช้ภาษานอร์เวย์สมัยก่อน จะมีการรวมเสียงอาร์สที่เพราะอย่างน่าอัศจรรย์ ฟังแล้วขลังดีค่ะ ฉันรู้สึกหลงเสน่ห์เสียงนั้น เขาพูดเกี่ยวกับเรืองแกะในทุ่งหญ้า แต่สำเนียงของเขาทำให้ฟังดูยิ่งใหญ่ น่ากลัว อลังการ ชวนตื่นเต้น ฉันเลยเริ่มหัดพูดแบบนั้นค่ะ” ต่อมาเธอได้เดินทางไปหาเซเมคคิสที่เธอจำได้ว่า “เขาให้ฉันอ่านประโยคในหนังสือ ฉันเลยผสมผสานเข้ากับสำเนียงนั้นและออกมาได้ลงตัวค่ะ”

และนั่นยังไม่หมดสำหรับบทบาทของแฮทราเวย์ เพราะนอกจากนั้นแล้วแม่มดยังบินได้ด้วย “แอนน์ยังเก่งเรื่องการแสดงกับลวดสลิงและแสดงฉากการลอยตัวได้อย่างคล่องมากอีกด้วย” แรพเก้กล่าวเสริม

“คนทั่วไปมองเหมือนฉันมี 3 หัวเวลาที่ฉันพูดว่า ‘คุณคิดว่าฉันลอยกลางอากาศเหนือเหล่าแม่มดหัวโล้นได้มั้ย?” แฮทราเวย์หัวเราะ “แต่บ็อบมีจินตนาการไร้ขีดจำกัด และรู้เรื่องเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ได้ เขาพูดวา ‘โอ้ ได้สิ มันต้องสนุกแน่ ผมรู้ว่าเราจะทำได้ยังไง’ แล้วเขาก็ทำมันได้จริงๆ สุดยอดไปเลย ขอบคุณค่ะ!”

 

ไม่สำคัญว่าเราเป็นใครหรือมีรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไร

ตราบใดเท่าที่มีคนรักเราอยู่

 

คุณยาย

ในบทบรรยายไว้ว่าเป็นผู้หญิงแกร่งที่มีจิตใจห้าวหาญ เธอไม่ลังเลที่จะทำโทษใครหากสมควรได้รับ หรือพร้อมมอบอ้อมกอดหากเราต้องการ บทคุณยายของอ็อคเทเวีย สเปนเซอร์นี้เป็นบทที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อย่างที่เห็นว่า The Witches เป็นหนังสือเล่มโปรดเล่มหนึ่งของสเปนเซอร์ตลอดกาล อย่างน้อยก็มีคอนเซปต์ที่น่าสนใจและสอดคล้องกับโลกปัจจุบัน  

“งานเขียนของดาลห์ลมีความฉลาดมาก” เธอกลาว “และบ็อบ เซเมคคิสก็มอบทุกอย่างให้บทของฉัน ทั้งมุกตลก ความตื่นเต้น ความกลัว และบทเรียนชีวิตหลายเรื่อง”

เมื่อฮีโร่หนุ่มน้อยต้องสูญเสียทั้งพ่อแม่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุณยายจึงกลายเป็นผู้ปกป้องดูแล และพาเขาไปอยู่ด้วยกันที่อลาบามา เธอเป็นผู้หญิงที่มีความเมตตาและมีความรักหลานกว่าสิ่งใด เธออยากช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความเศร้าและเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง “เธอเตรียมทุกอย่างในชีวิตไว้ให้หลาน หรือเพราะเธอรู้ว่าชีวิตมันไม่ง่ายสำหรับเขาในภายภาคหน้า” สเปนเซอร์กล่าว “เธอมอบความรักอันกล้าแกร่งให้เขา แต่ก็มีไหล่ที่อ่อนนุ่มเมื่อเขาต้องการมัน ฉันชอบความสมดุลจุดนั้นค่ะ ฉันรักวิธีการเขียนบทคุณยายของเคนยาและบ็อบ เธอมีความสนุกสนาน เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่เธอก็มีความเข้มงวดในยามจำเป็น เธอเหมือนกับพลังที่เข้มแข็งจากธรรมชาติเลยค่ะ”

เซเมคคิสเล่าว่า “อ็อคเทเวียเป็นนักแสดงหญิงที่มหัศจรรย์มาก เธอเป็นทั้งนักแสดงที่แสดงได้อย่างตื่นเต้นน่าทึ่ง แต่ก็มีอารมณ์ขันที่ดีมากด้วย”

แรพเก้เห็นด้วยว่า “ถือเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับอ็อคเทเวีย สเปนเซอร์ เธอมาเข้าฉากด้วยความพร้อมทุกวัน เธอมีไหวพริบและสัญชาตญาณที่ดีเยี่ยมมาก เธอสร้างความทึ่งให้กับทีมงานทุกคน เธอคือความสนุกสนานอย่างแท้จริง” 

เมื่อเรื่องราวดำเนินไป จะเห็นภาพชัดเจนว่าคุณยายไม่รู้สึกว่าเรื่องแม่มดคือสิ่งแปลกใหม่ของโลกเลย ในความเป็นจริงแล้วเธอรู้ทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับพวกแม่มด และเธอสามารถไหวพริบนั้นสู่หลานชายได้ แรพเก้เล่าว่า “อ็อคเทเวียถ่ายทอดความเป็นคุณยายออกมาให้ดูอบอุ่น ฉลาด  มีความเมตตา และเข้าใจว่าโลกอาจไม่เป็นอย่างที่เรามองเห็น เธอถ่ายทอดความงามสง่า ความซื่อสัตย์ และความสมจริงสู่ตัวละครได้ เห็นแล้วดูไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

 

คุณคงไม่พกหนูไปไหนมาไหนด้วยหรอกนะ?

คุณสตริงเกอร์

ในทีมนักแสดงชื่อดังยังรวมถึงสแตนลีย์ ทูชชี่ผู้มารับบทผู้จัดการโรงแรม Grand Orleans Imperial Island Hotel คุณสตริงเกอร์ เขาอธิบายถึงตัวละครนี้ว่า “เขาเป็นคนพิถีพิถันมาก และเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับคนที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน ไม่ว่าจะสถานะไหนหรือแขกของโรงแรมก็ตาม เขามักจะหลบหน้า แต่สุดท้ายเขาก็พยายามทำสิ่งที่เหมาะสมสำหรับโรงแรมและแขกที่เคารพเสมอ ซึ่งในกรณีนี้คือพวกแม่มดที่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยบทลงโทษของเขา”

สำหรับการให้เครดิตคุณสตริงเกอร์ ทุคชี่อธิบายว่า “พวกแม่มดเข้าร่วมในนามของสมาคมเพื่อป้องกันทารุณกรรมต่อเด็กแห่งสากล ซึ่งทุกคนมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง ทุกคนเกลียดเด็กและอยากให้เด็กทั้งหมดถูกฆ่าตาย พวกแม่มดในเรื่องนี้ไม่มีความอดทนกับเด็กๆ มองว่าเด็กๆ น่าขยะแขยง ทนกลิ่นของเด็กๆ หรือทุกสิ่งเกี่ยวกับเด็กๆ ไม่ได้ เป้าหมายของพวกมันคือการทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นหนู จากนั้นก็ทำลายให้สิ้นซากซะ”

ทุคชี่รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับแฮทราเวย์อีกครั้ง “แอนน์นี่ แฮทราเวย์รับทแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ และเธอคือคนที่ผมเคยร่วมงานด้วยเมื่อนานมาแล้วในเรื่อง ‘The Devil Wears Prada’ ซึ่งเธอไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ในหนังเรื่องนี้เธอรับบทที่แตกต่างจากเรื่องนั้น และเธอก็แสดงออกมาได้ดีเยี่ยม ผมดีใจที่ได้เห็นเธอและร่วมงานกันอีกครั้ง สำเนียงที่เธอพูดออกมาก็ฟังตลกและยากที่จะพูดแบบนั้นได้ เธอแสดงได้ดีจริงๆ และผมต้องบอกเลยว่าเธอทำให้ผมหัวเราะได้ทุกเทคเลย”

แฮทราเวย์เองก็รู้สึกดีใจเช่นกันที่เธอได้กลับมาร่วมงานกับเพื่อนนักแสดง “สแตนลีย์ ทูชชี่มารับบทคุณสตริงเกอณ์ค่ะ และเขาก็แสดงบทนั้นได้น่าทึ่งมาก ในบทเขาต้องพูดด้วยสำเนียงทางตอนใต้ที่อ่อนนุ่มเสียงทุ้ม เขาต้องแสดงบทนั้นให้ดูเป็นคนช่างเอาอกเอาใจ แต่ขณะเดียวกันเราก็พอบอกได้ว่าคุณสตริงเกอร์ดูพร้อมที่จะออกจากงานของเขาได้ทุกเมื่อ ส่วนฉันต้องรับบทแขกที่มาจากนรก ฉันคิดว่านับตั้งแต่วินาทีที่เขาได้เจอหน้าฉัน เขานับทุกวินาทีว่าเมื่อไหร่ฉันจะออกไปซะที เป็นการออกไปอย่างราบรื่นนะคะ แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แขกที่เราอยากให้พักในโรงแรมตัวเองสักเท่าไหร่”

ทุคชี่ยังรู้สึกชื่นชมสไตล์การทำงานของเซเมคคิสด้วย “เขาไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปลาเลย ในฉากไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นสักนิด ซึ่งต้องอาศัยความพยายามมาก และผมก็มีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับเขา ผมบอกเขาเลยว่าเขาอยากให้ผมแสดงแบบไหนก็ได้ตั้งแต่ตอนนี้”

ผู้กำกับฯ โรเบิร์ต เซเมคคิสเองก็รู้สึกประทับใจในตัวทุคชี่ เขาเล่าเสริมว่า “ผมเป็นแฟนผลงานของเขาและรู้สึกสนุกมากที่ได้ร่วมงานกับเขา เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากครับ”

ทำไมพวกเราถึงเป็นหนูๆ?!

เหล่าฮีโร่เจ๋งแต่จิ๋ว (มาก)

จาห์เซอร์ บรูโน มีผลงานภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ครั้งแรกในเรื่อง “Roald Dahl’s The Witches” มารับบทฮีโร่หนุ่ม เขามีอายุเพียง 9 ขวบตอนที่ถ่ายทำหนัง บรูโนมาจากอลาบามา ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเรื่องราวขึ้น สเปนเซอร์ตื่นเต้นที่ได้แสดงคู่กับเขา เธอเล่าให้ฟังว่า “จาห์เซอร์มีความเป็นธรรมชาติมาก เขามีจิตใจที่ดี เราหมายถึงทุกอย่างตั้งแต่เวลาเขาพูดถึงเรื่องดีๆ เกี่ยวกับเด็ก จาห์เซอร์มีความ ‘ไร้เดียงสา’ อยู่ในตัว ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่งดงาม เขามีความถ่อมตัวและมั่นใจมากค่ะ” 

โคดี้ เล เอสทิค มารับบทบรูโน เจนคินส์ เด็กผู้ชายที่ฮีโร่หนุ่มของเขาเจอที่โรงแรม และเขาพยายามช่วยออกมาจากการตามล่าจับตัวของ Grand High Witch ก่อนที่เขาต้องยอมแพ้ด้วยตัวเอง ระหว่างถ่ายทำจาห์เซอร์ บรูโนและเอสทิคกลายเป็นเพื่อนสนิทกันทั้งในและนอกฉาก เขาออกไปหากันที่โรงแรมระหว่างถ่ายทำในสถานที่ห่างไกลจากบ้าน หลังจากที่ต้องร่วมงานกันทั้งวันและเลิกเรียนพร้อมกัน

และสุดท้ายผู้ที่อยู่รอบตัวนักแสดงหลักยังมีนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์อย่างคริสติน ชีโนเวธ ผู้ให้เสียงพากย์เดซี่ หนูที่คุณยายซื้อไว้ให้เป็นกำลังใจฮีโร่หนุ่ม เมื่อตอนเป็นสาวน้อยเธอมีชื่อว่าแมรี่ แต่เดซี่คือร่างที่เธอถูกแม่มดสาปให้เป็นหนู

แม้ว่าบทนี้จะใช้แค่น้ำเสียงของเธอ แต่นักแสดงหญิงก็สวมบทเดซี่น้อยได้อย่างเต็มที่ เธอล่าว่า “ฉันตกหลุมรักตัวละครของตัวเองทุกทีเลยค่ะ พอเดซี่มีภารกิจที่ต้องทำ มันตรงกับที่ฉันชอบตัวละครที่มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ค่ะ”

แม้ว่าช่วงเวลาที่เธอต้องถ่ายทำจะตรงกับช่วงที่นิวยอร์คซิตี้ล็อคดาวน์ ทำให้การทำงานของชีเวธมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นนิดหน่อยจากที่เธอคิดเอาไว้เรื่องการให้เสียงพากย์ในหนัง “มันเป็นการทำงานที่มีความน่าสนใจดีค่ะ” เธอเล่า “แฟนของฉันกลายเป็นเพื่อนที่ซี้สุดในสตูดิโอ เราต้องเซ็ทอัพจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และแท็บเล็ตด้วยกัน เพื่อให้ผู้กำกับฯ ผู้สร้างฯ และผู้สร้างแอนิเมชั่นสร้างไอเดียจากตัวละครของฉันได้ เพราะในการสร้างภาพเคลื่อนไหวถ้านักแสดงทำอะไรที่ตลกขึ้นมาเพื่อตัวละครนั้น พวกเขาก็จะวาดใส่ลงไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบในการทำงานแบบนี้ค่ะ”

เมื่อแม่มดผู้ยิ่งใหญ่เข้าสู่โรงแรม เธออยู่ท่ามกลางแม่มดผู้เลอโฉมที่สุดในโลก 50 ชีวิต นักแสดงหญิงที่มารับบทนี้ ได้แก่ โจเซ็ต ไซมอน ผู้รับบทเซลดา แม่มดผู้เย่อหยิ่งและสะดุดตาของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ ออร์ลา โอ’รูค ผู้รับบทเซอร์เช่ แม่มดไอริชผมสีแดงสว่างผู้มีไม้เท้าที่หนักและหนา; ยูรีไดซ์ เอล-เอท ผู้รับบทซาแมนธา แม่มดชาวฝรั่งเศสที่ดูมีสไตล์สุดชิค; อานา- มาเรีย มาสเคล ผู้รับบทเอสเมเรลดา แม่มดสาวชาวสเปนที่มีก้อนกลมอยู่รอบคอ และมีดอกไม้ประดับผม และยูเจียเนีย คารูโซ ผู้รับบทคอนซูเอลา แม่มดชาวอิตาเลียนผู้ลึกลับ

 

ในทุกเมืองใหญ่และทุกเมืองเล็ก…พวกมันอยู่รอบตัวเรา!

การทำให้เรื่องราวอมตะของเจ้าหางยาว... มีชีวิต!

การถ่ายทำเรื่อง “Roald Dahl’s The Witches” ใช้สถานที่ของ Warner Bros. Studios Leavesden เกือบทั้งเรื่อง และสำหรับการจัดแสง การถ่ายภาพ การสร้างบรรยากาศอย่างที่เซเมคคิสจินตนาการไว้ ผู้กำกับฯ ได้มอบความไว้วางใจในตัวผู้กำกับภาพ ดอน เบอร์เกส และผู้ออกแบบฉาก แกรี่ ฟรีแมน 

ฟรีแมนรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับมาร่วมงานกับเซเมคคิสอีกครั้ง และตื่นเต้นที่มีโอกาสให้ฉากของอลาบามาปี 1960 ในเรื่อง เขาค้นหาข้อมูลอย่างกระตือรือร้นเพื่อความสมจริงของฉากหลังเรื่องราว เขาอธิบายว่า “ผมรักอเมริกานายุค 60 และทางตอนใต้ก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งบรรยากาศ ความรู้สึก และโทนของยุคนั้น บ็อบเป็นผู้ที่มีความชำนาญหลายด้าน และสื่อสารออกมาได้อย่างมั่นใจว่าเขาต้องการแบบไหน มันเลยเป็นการทำงานที่มีความตื่นเต้นมากครับ”

ฟรีแมนมีการรวมสไตล์สถาปัตยกรรมของชาวยุโรป และสไตล์โบราณที่มีความพิถีพิถันสำหรับโลกใบนี้ เขาได้พบกับความยิ่งใหญ่และความงดงามของรายละเอียดจากการออกแบบ เพราะมันทำให้เขามีโอกาสสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาในสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้น แต่เขาก็สนใจในรายละเอียดและสิ่งสำคัญต่อการถ่ายภาพระยะใกล้ เช่น มุมมองของหนูที่จะมีระยะห่างจากพื้นเพียง 2-3 นิ้ว ซึ่งนั่นไม่ใช่พื้นที่ปกติสำหรับแผนกศิลป์ให้ความสนใจในรายละเอียดต่างๆ นัก นี่เลยเป็นความท้าทายของการถ่ายทอดรายละเอียดทั้งในขนาดยักษ์และขนาดจิ๋ว 

ฉากภายในต่างๆ มีการสร้างในโรงถ่าย 2 แห่งที่ ฉากหนึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นอีกฉากหนึ่งได้ หากจำเป็นจริงๆ จึงสะท้อนถึงฉากเดียวได้ กองถ่ายต้องคุมเรื่องการถ่ายทำและตารางการก่อสร้างงานให้สอดคล้องกัน ฟรีแมนเล่าถึงตอนนั้นว่า “บ็อบคือความน่าทึ่งของหนังเรื่องนี้ เพราะมันต้องสร้างทุกอย่างให้เป็นรูปเป็นร่างในเวลาและงบที่จำกัด สำหรับบ็อบแล้วทุกฉากต้องเล่ารายละเอียดออกมาได้ มันต้องมีการเล่าเรื่องราวบางอย่างได้ มันไม่ใช่แค่การถ่ายภาพมุมกว้างเพราะมันเป็นฉากที่มีความงดงาม ในฐานะของผู้ออกแบบมันต้องแสดงรายละเอียดทุกอย่างออกมาให้เห็น และมอบสิ่งที่เขาต้องการได้ในแง่ของการเล่าเรื่องราว”

ในเรื่องนี้มีการถ่ายทำเรียงตามลำดับเวลาโดยส่วนใหญ่ ฉากภายในจะมีบ้านคุณยาย ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน ห้องโถง ห้องน้ำ และห้องนอนใต้หลังคา ทั้งหมดคือฉากแรกที่กองถ่ายสร้างขึ้นมาใน Stage M.  “เราสร้างบ้านคุณยายขึ้นมาแทบจะเหมือนเราสร้างบ้านที่อาศัยได้จริง” ฟรีแมนกล่าว “ในยุโรปเรานิยมใช้ปูนฉาบผนัง ส่วนทางตอนใต้มักจะใช้แผ่นไม้ จากนั้นจึงใช้แผ่นหนาและกระดาษปิดทับพื้นผิวด้านนอกอีกที ทำให้ผนังดูมีลวดลาย และมันสำคัญมากที่ผมต้องสร้างลวดลายนั้นขึ้นมาให้ถูกต้อง ให้ดูสมจริงมากที่สุด” มีการศึกษาข้อมูลเพื่อให้ได้รายละเอียดที่แน่ชัดสำหรับการตกแต่งฉาก และมีข้อมูลสถาปัตยกรรมบ้านทรงสูงสไตล์ชาเลต์ในชนบททางตอนใต้ช่วงยุค 1920 และ 30 ซึ่งฟรีแมนและทีมงานของเขาได้สร้างบ้านแนวนั้นมาใหม่ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด 

ที่มาของเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคุณยาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้สีขาวทำให้ห้องดูสว่าง ส่วนห้องนอนใต้หลังคาที่ดูเหมือนห้องของผู้หญิง ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านคุณแม่ของฮีโร่หนุ่มนั่นเอง ผ้าปูเตียงและผ้าม่านดูลงตัวเข้ากันตามสมัยนั้น ส่วนในห้องนั่งเล่นและห้องครัวที่ใช้ฟอร์ไมก้าและโครเมียม ทำให้บ้านดูเหมือนยุคสมัยก่อนมาก อันที่จริงแล้วข้าวของทุกอย่างในบ้านคุณยายอิงข้อมูลมาจากทางตอนใต้ของสหรัฐฯ และทีมออกแบบรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าฉากนั้นทำให้นักแสดงอ็อคเทเวีย สเปนเซอร์นึกถึงบ้านคุณยายของเธอเอง 

โรงแรม The Grand Orleans Imperial Island Hotel ตั้งอยู่บน Stage N เป็นตึกที่มีความงดงามน่าประทับใจ มีทั้งบาร์ ล็อบบี้รับแขก ห้องทานข้าว ห้องครัว และห้องสวีท โดยทีมออกแบบและก่อสร้างได้ดัดแปลงให้ห้องหนึ่งอยู่ติดกับอีกห้องหนึ่ง สำหรับกองถ่ายเคลื่อนที่จากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่งได้ ฟรีแมนได้ออกแบบโรงแรมให้มีสไตล์เหมือนแมนชันทางตอนใต้ โครงสร้างของตึกจะมีเสาขนาดใหญ่ ระเบียงกว้าง มีหน้าต่างและหลังคาที่สร้างบรรยากาศให้ดูน่ากลัว ผสมกับความรู้สึกของแนวโกธิคทางตอนใต้ “บ็อบส่งบรีฟเรื่องโรงแรมมาให้ผม” ฟรีแมนเล่าถึงตอนนั้น “เขาบอกว่า ‘ผมอยากให้มันเหมือนตัวละครหนึ่ง อยากให้มันมีการพูดคุยกับเรา’ เราเลยปัดฝุ่นใหม่และใส่รายละเอียดต่างๆ เข้าไป ทำให้มันดูมีหน้าตาเข้ากับเรื่องราวเกี่ยวกับแม่มด” 

เซเมคคิสยังขอให้ฟรีแมนสร้างบรรยากาศห้องบอลรูม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของเรื่องให้ดูน่ากลัว สื่อถึงลางร้าย และชวนสะเทือนขวัญ  ทีมออกแบบใช้ประโยชน์จากสถานที่ทุกจุดสร้างบรรยากาศให้ดูมีความยิ่งใหญ่มากขึ้น และตกแต่งด้วยภาพขนาดใหญ่ที่วาดโดยศิลปะแนวสตรีทด้วยสไตล์ของ Thomas Hart Benton ศิลปินยุคศตวรรษที่ 20 ผู้บรรยายฉากดูที่น่าเย้ายวนตาในแบบชนบทตอนใต้ สำหรับภาพเหล่านี้ศิลปินได้นำมาบรรยายด้วยรูปแบบที่มีความแปลก ฟรีแมนอธิบายว่า “เมื่อมองใกล้ๆ จะไม่รู้สึกถึงความสมจริงเลย ช่วงกลางพื้นหรือฉากหลังจะดูเหมือนการมองภาพผ่านเลนส์ฟิชอาย”

ห้องหมายเลข 666 เป็นห้องนอนสวีทของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นอีกห้องที่มีความงดงามมาก พื้นที่ด้านในมีความหรูหราไปด้วยโทนสีชมพู มองภาพโดยรวมแล้วดูมีเสน่ห์และเย้ายวน มีการตกแต่งด้วยผ้าและเฟอร์นิเจอร์สีทอง-ขาว กระจกเคลือบทองและโต๊ะขนาดใหญ่ ผนังที่มีไฟขนาดใหญ่ และอุปกรณ์ตกแต่งพื้นที่อีกหลายอย่างที่ได้มาจาก Farley แหล่งรวมของตกแต่งบ้านชื่อดังแห่งหนึ่งในลอนดอน

สำหรับที่โรงถ่ายของ Leavesden’s backlot ทีมงานได้สร้างเมืองชนบทเดโมโพลิสในอลาบามาขึ้นมา นั่นคือสถานที่ๆ คุณยายพาฮีโร่หนุ่มมาอยู่ด้วยกัน ฟรีแมนเล่าว่า “มันเริ่มจากบ้านเพียงไม่กี่หลังกับฉากสีน้ำเงิน จนกลายเป็นบรรยากาศที่ใหญ่ขึ้นเยอะ จนสุดท้ายเราสร้างเมืองทั้งเมืองขึ้นมาเลย!”  

สำหรับการสร้างเมืองนั้นข้นมาพวกเขาต้องปรับพื้นที่ในสตูดิโอที่ไม่มีการใช้งาน ต้องมีพื้นที่ทำให้เห็นบรรยากาศของเมืองด้วย “มันวิเศษมากครับ” ฟรีแมนกล่าว “เพราะเราพยายามเลี่ยงการใช้วิชวลเอ็ฟเฟ็กต์มากเกินไป เราถ่ายทำจริงได้ในมุม 270 องศา จะเห็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงามและเห็นบรรยากาศแบบชนบทที่สมจริง”

ฉากสุดท้ายในโรงถ่ายเป็นเดโมโพลิสปี 1932 และช่วงปลายปี 1967 ซึ่งต้องอาศัยการก่อสร้างที่พิถีพิถัน ทีมงานต้นไม้ได้นำต้นไม้ขนาด 35 ฟุตและพุ่มไม้เข้ามาในฉากตามที่ฟรีแมนต้องการ สำหรับการตกแต่งให้เดโมโพลิสดูมชีวิตชีวาขึ้นมาต้องอาศัยแสงไฟ รั้วสีเขียน และไฟจราจรบนถนนยุค 1960 มีการรักษาบรรยากาศแบบยุค 30 เอาไว้ด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้ทำการเกษตร ถังและกล่องไม้ ที่ตากผ้าด้านนอกตัวบ้าน และระเบียงบ้านที่มีกระถางต้นไม้แบบสมัยก่อนกับเก้าอี้โยกหน้าบ้าน 

ส่วนฉากอื่นยังรวมถึงฉากหิมะที่ปกคลุมทั่วจนขาวและถนนแบบชนบทของชิคาโก้ รวมถึงโรงพยาบาล Chicago South Shore ที่คุณยายไปรับตัวฮีโร่หนุ่มหลังเกิดอุบัติเหตุ และร้านค้าตรงมุมถนน ฉากสุดท้ายทีมงานฝ่ายตกแต่งฉากต้องสร้างสินค้าต่างๆ มากกว่า 300 ชิ้นขึ้นมาวางบนชั้นวางสินค้า ได้แก่ อาหารทั้งรูปแบบกล่องและกระป๋อง อุปกรณ์ทำการเกษตร ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย เมล็ดพันธุ์พืชผักและดอกไม้ในซองรูปแบบเดิมจากยุค 1950 อุปกรณ์ต่างๆ เกมสำหรับเด็ก และไฟฉายสะสมแปลกตานับ 300 แบบจากนักสะสมของส่วนตัวชาวอเมริกัน 

กองถ่ายยังใช้สถานที่สำคัญ 2 แห่งในการถ่ายทำ ได้แก่ หอประชุม Goldmiths ในลอนดอนและ Virginia Water ที่เซอร์เรย์ เพื่อให้โรงแรมมีบรรยากาศด้านนอกที่สมจริง ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องเก็บภาพกันที่ Goldsmiths ตึกอันดับ 1 ในเมืองที่เป็นทั้งออฟฟิศและสำนักงานใหญ่ของบริษัท Worshipful Company of Goldsmiths ของ Goldsmith Guild ในลอนดอน หนึ่งในบริษัทเสื้อผ้าเครื่องแบบยุคแรกของลอนดอน ซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นตั้งแต่ปี 1339 และ Virginia Water ที่เซอร์เรย์มีบรรยากาศด้านนอกที่เหมาะสำหรับฉาก The Grand Orleans Imperial Island Hotel ทำให้ทีมงานมีพื้นที่ด้านนอกตามที่ต้องการ รวมถึงความสวยงามของทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ติดกันด้วย กองถ่ายต้องมีการสร้างถนนที่โรยด้วยหินขึ้นมา เพื่อขนย้ายอุปกรณ์การถ่ายทำ และสร้างเสาด้านนอกของโรงแรมทรงโรมันแบบ Leptis Magna ซากปรักหักพังจากเมืองโรมันที่ลิเบียจนถึง Virginia Water ในศตวรรษที่ 18  

 

วิธีสังเกตแม่มด!

สำหรับการสร้างรูปลักษณ์ของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่และบรรดาผู้ติดตามของเธอขึ้นมา ต้องอาศัยความสามารถของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย โจแอนน์นา จอห์นสตัน และผู้ออกแบบทั้งเมคอัพทรงผม ปีเตอร์ ซอร์ดส คิง และ พอลลา ไพรซ์ จอห์นสันร่วมงานกับเซเมคคิสมาอย่างยาวนาน รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาร่วมงานกับเขาอีกครั้งในเรื่องราวของโรลด์ ดาห์ล “แมมดเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับฉันค่ะ และถือเป็นการผจญภัยครั้งใหญ่แห่งการออกแบบ ฉันได้บทสรุปว่าสิ่งที่พวกเขาสวมใส่” เธอกล่าว “ตามที่เนื้อเรื่องว่าไว้คือพวกมันอยู่รอบตัวเรา” และแม้เสื้อผ้าจะดูสวยหรู “พวกมันดูใช้ชีวิตกลมกลืนในเรื่องช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็มีอะไรประหลาดขึ้นเมื่อเรื่องราวดำเนินไป”

ทีมผู้ออกแบบต้องช่วยกันคิดภาพแม่มดแต่ละชีวิตนับ 50 ราย เพื่อให้แต่ละลุคที่ได้ดูโดดเด่นสะดุดตาในแบบยุคปลาย 1950 และต้นยุค 60 ซึ่งสุดท้ายแล้วแต่ละลุคได้รวมรายละเอียดเอาไว้มากมาย ทั้งเสื้อผ้าแนวพีเรียดตามฉากของเรื่อง ตัวละคร และบุคลิกแม่มด ลักษณะท่าทางของตัวละครที่ต้องแสดง รวมถึงสไตล์นั้นจะส่งผลอย่างไรในฉากต่างๆ บ้าง

เริ่มจากตัวละครของแฮทราเวย์ ซอร์ดส คิงเล่าถึงแรงบันดาลจของเขาว่า “ภาพลักษณ์ของเธออิงมาจากจินตนาการช่วงต้นยุค 1960 ซึ่งรวมถึงการแต่งหน้าที่เน้นบริเวณดวงตา” และเพื่อความสอดคล้องกับการแสดงของเธอ เขากล้าเล่นกับลุคของเธอมากขึ้น โดยอิงจากทุกคนตั้งแต่แจ็คกี้ โอ ไปจนถึงมาริลิน มอนโร และนีนา วอน เชลบรูก นางแบบชาวแม็กซิโก รวมถึงชาวสวีดิชและเยอรมันสมัยก่อน ไปจนถึงคาร์เม็น เดล’โอรีไฟซ์ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขา

“แม่มดผู้ยิ่งใหญ่มีวิกที่ต้องใช้เพื่อเพิ่มความหรูหรางามสง่า” ซอร์ดส คิงเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เราเริ่มจากลุคที่ธรรมดา ไม่เรียกความสนใจหรือชวนสงสัยมากไป แต่พอเรื่องราวผ่านไปภาพลักษณ์ของเธอจะดูโดดเด่นมากขึ้น จนเธอดูชวนหลงใหลและโดดเด่นมากขึ้น”

แฮทราเวย์ได้ช่วยออกไอเดียในลุคของเธอ และร่วมงานกับจอห์นสตัน ซอร์ดส คิงอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาตัวละคร จอห์นสตันเล่าว่า “แอนน์ แฮทราเวย์ไม่ใช่แค่มีความเป็นมืออาชีพ แต่ยังร่วมงานด้วยแล้วสนุกมากอีกด้วย

สำหรับการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของแฮทราเวย์ ไพรซ์ร่วมงานกับนักออกแบบการตกแต่งเทียม คริสเตียน มอลเล็ตในฉากทุกวัน เพื่อสร้างลุคที่ต่างกันไป 6 แบบระหว่างการถ่ายทำ จนกระทั่งแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ดูน่ากลัวและเหมือนปีศาจ และต้องอาศัยการแต่งหน้าด้วยสีดำและสีม่วงเข้มเยอะมาก แม้แต่วิกผมของเธอก็ถูกปรับเปลี่ยนมาจากหวีสับขนาดใหญ่ เพราะแฮทราเวย์อยากให้ดูเหมือนมีเขางอกมาจากด้านข้างด้วย

การเตรียมความพร้อมของแฮทราเวย์เพียงลุคเดียว โดยไม่ต้องมีการแต่งหน้าเทียมต้องใช้เวลานานราว 2 ชั่วโมง จนไปถึง 4 ชั่วโมงหากต้องมีการแต่งหน้าเทียมด้วย หลังจากการแต่งหน้าผ่านไป 2-3 อาทิตย์ ทีมงานใช้เวลาขั้นตอนนั้นลดลงเหลือ 3 ชั่วโมงครึ่ง มีการทำให้ขั้นตอนการแต่งหน้าเทียมใช้เวลาลดลง แผลเป็นต่างๆ ของตัวละครยังดูเด่นชัดได้ตลอดเวลา หน้าตาที่สมบูรณ์ของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่รวมถึงนิ้วมือที่ยืดยาว รวมถึงนิ้วก้อยและนิ้วชี้ของมือทั้งสองข้างด้วย ถุงมือจะปกคลุมนิ้วกลางและนิ้วก้อย ซึ่งจะอาศัยเทคนิคดิจิตอลลบออกในภายหลัง มีการใช้วัสดุเทียมตกแต่งด้านหลังมือเพื่อให้ดูเหมือนเธอมีนิ้ว 3 ข้อ แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ยังมีหมวกที่จำลองแผลเป็นบนหนังศีรษะที่ไร้ผมอีกด้วย ซึ่งจะปกคลุมผมอย่างแน่นหนา และแฮทราเวย์ยังมีการตกแต่งนิ้วเท้าเทียมเพื่อให้ดูมีนิ้วกลางที่ยาวมากด้วย ซึ่งมันจะต้องใช้งานได้จริงในฉาก เพราะไม่เหมาะสำหรับการถอดเข้าออกตลอดเวลา

โดยรวมแล้วแฮทราเวย์มีหมวกที่ใส่ให้ดูหัวโล้นรวม 17 แบบ และถุงมือที่สวมสำหรับ “หลังมือ” อีก 22 คู่ 198 นิ้วมือที่ยืดขยายขนาดได้ รวมถึงนิ้วเท้าอีก 8 คู่ที่ต้องใช้ระหว่างถ่ายทำ นักแสดงที่มารับบทแม่มดต้องสวมชุดที่กำหนดไว้ แต่มีการตกแต่งนิ้วเท้าเทียมที่จะเห็นเฉพาะแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายแล้วทีมงานต้องผลิตหมวกหัวโล้น 62 ชุด นิ้วเท้า 20 คู่ มือเทียม 80 ชุด และนิ้วอีก 350 แบบสำหรับการถ่ายทำทั้งเรื่อง อันที่จริงทีมงานได้ทำให้ฝ่ายสถานที่ต้องเซอร์ไพรส์เมื่อพวกเขาอยากได้ “นิ้วมือ” แบบคลุมได้เป็นพิเศษ สำหรับการใช้นิ้วมือที่ต้องมีการขยับเลื่อนได้ตลอดทั้งวัน... ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พบได้ปกติทั่วไป

ผลงานพิเศษสะท้อนให้เห็นทุกวันผ่านทรงผม การแต่งหน้า และทีมตกแต่งวัสดุเทียม โดยมีการพัฒนาทุกอย่างหลังการถ่ายทำโดยทีมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ นำโดยผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ เคเวน เบลลี่ เมื่อผ่านซีจีแล้วบาดแผลต่างๆ บนใบหน้าจะกลายเป็นเหมือนเชลซีกริน ซึ่งใช้เรียกบาดแผลที่เกิดจากการถูกบาดบริเวณมุมปากไปจนถึงใบหู ทำให้เกิดแผลเป็นที่เหมือนรอยยิ้ม ทีมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ยังนำมาพัฒนาหน้าตาของพวกแม่มดด้วย โดยให้พวกมันมีรอยยิ้มฉีกกว้างด้วยดิจิตอล มีนิ้วมือเพียง 3 นิ้ว กรงเล็บที่ยาว เท้าที่ไม่มีนิ้ว รวมถึงนิ้วเท้าที่ยาวและมีกรงเล็บของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่

สำหรับการปรับเปลี่ยนท่าทาง จอห์นสตันมีความสุขมากที่ได้ร่วมพัฒนาลุคคุณยายด้วย และอ็อคเทเวีย สเปนเซอร์รู้ว่าเสื้อผ้าที่เหมาะสมจะช่วยให้เธอเข้าใจตัวละครได้ดีขนาดไหน “โจแอนน์นา จอห์นสันเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่เก่งมากค่ะ” สเปนเซอร์ยอมรับ “ความสวยงามในแบบยุคนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก และเธอถ่ายทอดผ่านตัวละครแต่ละตัวได้อย่างไร้ที่ติ เธอถ่ายทอดความเป็นตัวละครนั้นออกมาได้ และนั่นคือสิ่งที่ช่วยสนับสนุนเนื้อเรื่องค่ะ” 

โดยเฉพาะบทคุณยาย จอห์นสตันได้พบกับลายผ้าแบบวินเทจที่มีเอกลักษณ์ เพื่อผลิตชุดดอกไม้หลายสไตล์ในยุค 50 ออกมาได้ รวมถึงหมวกสวยๆ อีกหลายใบที่สเปนเซอร์ชอบเป็นพิเศษ รวมถึงพวกเนื้อผ้า ลวดลาย และสีสันที่เธอเลือกใช้ด้วย “คุณยายจะสวมชุดที่เหมาะกับอากาศร้อนอบอ้าวของทางตอนใต้” สเปนเซอร์กล่าว “แต่โจแอนน์นาปรับเข้าให้เหมาะกับลุคของคุณยายได้อย่างงดงาม ถือเป็นการผสมผสานอย่างไร้ที่ติเลยค่ะ”

 

การสร้างเวทมนตร์ให้หนัง (และหนูๆ!)

ในหนังทุกเรื่องของโรเบิร์ต เซเมคคิส เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นได้สร้างความสนุกให้การถ่ายทอดเรื่องรายได้ ทีมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์พบกับ 2 ความท้าทายที่ต่างกันในเรื่อง “Roald Dahl’s The Witches” ได้แก่การสร้างบรรยากาศ การออกแบบ และการสร้างภาพแอนิเมชั่น ทีมผู้สร้างภาพยนตร์ได้เลือกสร้างฉากขึ้นมาแทนการถ่ายทำบนสถานที่จริง พวกเขาสามารถกำหนดได้แต่แรกว่าฉากไหนสามารถถ่ายทำจริงได้ และฉากไหนถ่ายทำด้วยดิจิตอลได้ เบลลี่อธิบายเพิ่มว่า “มีหลายอย่างที่นึกภาพไม่ออกแต่ดิจิตอลสามารถช่วยได้ เช่นเรื่องความสูงที่มีข้อจำกัดจากสถานที่จริง ฉะนั้นอะไรก็ตามที่มีความสูงเกิน 20 ฟีตจะเสร็จสมบูรณ์ในภายหลัง  ในทางกลับกันเมื่อพื้นที่มีขนาดเล็กเกินไป เช่น ในท่อก็จะอาศัยเทคนิคดิจิตอลเช่นกัน แต่เราพยายามถ่ายทำจริงให้ได้มากที่สุด รวมถึงเวลาที่เราอยากได้ความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างในห้องบอลรูม ห้องทานข้าว และฉากห้องครัว”

สิ่งสำคัญสำหรับเซเมคคิสคือหนูที่ใช้เทคนิคดิจิตอลสร้างขึ้นมาต้องมีรายละเอียดสำคัญจากบทบาทนั้นในร่างมนุษย์ด้วย เมื่อแต่ละตัวละครกลายเป็นหนูแล้วจะต้องสื่อถึงนักแสดงคนนั้นด้วย เพื่อให้ผู้ชมยังคงแยกบุคลิกได้ “เหล่าฮีโร่ของเราเมื่อกลายเป็นหนูยังคงพูดได้ พวกเขาเลยยังมีจุดเด่นเหมือนตอนเป็นมนุษย์อยู่” เซเมคคิสกล่าว “ร่างกายของพวกเขากลายเป็นหนูจริงๆ เรามีการใส่เอกลักษณ์ลงไปในตัวหนู ทั้งลักษณะดวงตาหรือคิ้ว ฉะนั้นเราจะรู้ได้เลยว่าตัวละครนั้นอยู่ในหนูตัวนี้ มันเป็นสิ่งสำคัญของตัวละครหนูเสมอครับ”

เบลลี่ร่วมงานกับเซเมคคิสมาอย่างยาวนานได้เล่าเสริมมว่า “บ็อบคือผู้สร้างวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผมคิดว่าเขาใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มที่ในหนังทุกเรื่อง แต่เขาไม่ได้สนใจเทคโนโลยีแค่ประโยชน์ด้านการผลิต แต่มันช่วยถ่ายทอดเรื่องราว และมันช่วยให้ถ่ายทอดอย่างมีคุณภาพมากที่สุดด้วย เขากลายเป็นพาร์ทเนอร์คนหนึ่งในการทำงาน อยากทำความเข้าใจกับมัน ทำให้ผมได้รับข้อมูลดีๆ จากเขาว่าเราต้องสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง มันช่วยให้เราใช้เทคโนโลยีได้อีกขั้นเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราว ในแบบที่ผมไม่ค่อยเห็นมากนักในหนังเรื่องอื่น”

การผสมผสานระหว่างการเล่าเรื่องราวกับเทคโนโลยีเปรียบเสมือนสิ่งแสดงสัญลักษณ์ของหนังโรเบิร์ต เซเมคคิส โดยเฉพาะการสร้างหนังที่มีกลุ่มผู้ชมหลากหลาย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงคุณตาคุณยายของพวกเขา และทุกคนที่อยู่ในวัยระหว่างนั้น 

ผู้สร้างภาพยนตร์กล่าวสรุปอย่างเรียบง่ายว่า “หนังที่เหมาะสำหรับเด็กที่สุดมักเป็นเรื่องที่สร้างความสนุกให้กับผู้ใหญ่ได้อย่างน่าแปลกใจเสมอ” เหมือนกับเรื่องราวในแบบโรลด์ ดาห์ล เขาเล่าต่อว่า “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญในหนังทุกเรื่องที่เด็กๆ สนุกสนานกับมันได้ มักไม่พูดถึงเรื่องของเด็กกันหรอก แค่สร้างหนังที่มอบความสนุกให้ผู้ชมตั้งแต่อายุ 8-80 ได้ก็พอ”


.



Latest