รู้จัก โซจีซบ (So Ji Sub) และผลงานของสามีแห่งชาติให้มากขึ้น
2020-04-08 10:40:02
Advertisement
My Bubble Tea หวานน้อย รักร้อย 100% ดูย้อนหลังได้ที่ Viuคลิก!!!

โซจีซบ (So Ji sub) เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1977 เขาเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้ หลังจากเดบิวต์ในวงการบันเทิงในฐานะนายแบบกางเกงยีนส์ เขาก็เป็นที่รู้จักจากการรับบทนำในซีรีส์เรื่อง  What Happened in Bali (2004), I'm Sorry, I Love You (2004), Cain and Abel (2009), Phantom (2012), Master's Sun (2013) และ Oh My Venus (2015–2016) รวมถึงผลงานภาพยนตร์เรื่อง Rough Cut (2008) และยังมีอัลบั้มเพลงฮิปฮอปที่เขาปล่อยออกมาอีกด้วย

ชีวิตก่อนเข้าวงการ

โซจีซบอธิบายถึงตัวเองว่าเป็นคนเก็บตัวและไม่มั่นใจในสมัยวัยเด็กและวัยรุ่น เขาเข้ารับการฝึกฝนเพื่อเป็นนักว่ายน้ำมืออาชีพเป็นเวลา 11 ปีและได้รับเหรียญทองแดงจากการแข่งกีฬานานาชาติของเกาหลี พ่อแม่ของเขาหย่ากันตอนที่เขาอายุยังน้อย และเขามีพี่สาวคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

เขาได้ลองถ่ายแบบเพราะเขาอยากจะร่วมงานกับคิมซองแจ (Kim Sung jae) ศิลปินฮิปฮอปที่เป็นตัวแทนของแบรนด์เสื้อผ้าในเวลานั้น “ผมไม่เคยสนใจเรื่องการมาเป็นคนดังจริงๆ เลย” โซจีซบบอก “ชีวิตของผมมีแต่เรื่องการว่ายน้ำและเพลงฮิปฮอป ผมมาถ่ายแบบเพราะผมอยากเจอคิมซองแจและเพราะมันเป็นช่องทางการหาเงินง่ายๆ”

บทบาทอาชีพ

การแสดง

โซจีซบถูกเลือกเป็นนายแบบให้กับแบรนด์กางเกงยีนส์ STORM ในปี 1995 จากนั้นเขาก็ได้เดบิวต์การแสดงในซีรีส์ซิทคอมเรื่อง Three Guys and Three Girls และซีรีส์เรื่อง Model แต่ในขณะที่เพื่อนนายแบบจากแบรนด์ STORM ซงซึงฮอน (Song Seung heon) มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว โซจีซบก็พัฒนาชื่อเสียงของเขาอย่างยากลำบาก เขาได้รับบทเล็กๆ ทางจอทีวีช่วงปี 1998 – ช่วงปี 2000 และเขาเริ่มได้รับความนิยมเมื่อเขาได้แสดงเป็นพระรองในเรื่อง Glass Slippers ในปี 2002 ซึ่งเขาได้รับบทนำครั้งแรกในซีรีส์การเดินทางข้ามเวลาย้อนยุคเรื่อง Thousand Years of Love

โซจีซบเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานซีรีส์ฮิตเรื่อง What Happened in Bali หลังจากนั้นโซจีซบก็คิดว่าเขาจะสิ้นสุดการรับบทพระรองแล้ว แต่หลังจากปีนั้น เขาก็ได้ฉีกบทบาทเดิมๆ ในบทพระเอกที่น่าสงสารในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายเรื่อง I'm Sorry, I Love You ซึ่งผลงานเรื่องนี้ก็ทำให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงแถวหน้าของเกาหลีรวมถึงทั่วเอเชีย ในการสัมภาษณ์ในปี 2009 โซจีซบบอกว่าเขาถือว่าทั้งสองเรื่องถือว่าเป็นผลงานซีรีส์ที่ดีที่สุดของเขา

โซจีซบเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ในกรมในปี 2005 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขตมาโพและสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 27 เมษายน 2007 เขากลับมามีผลงานอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Rough Cut ผลงานการกำกับเรื่องแรกของจางฮุน (Jang Hoon) ซึ่งเขาแสดงเป็นแก๊งอันธพาลที่ฝันอยากเป็นนักแสดง ด้วยต้นทุนที่ต่ำ โซจีซบและคังจีฮวาน (Kang Ji hwan) นักแสดงร่วมในเรื่องจึงตัดสินใจช่วยลงทุนเงินจากค่าตัวของเขาเพิ่มในภาพยนตร์ และได้เครดิทเป็นผู้สร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย การแสดงของโซจีซบได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชมและนักวิจารณ์ และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับความนิยมด้วย

ในปี 2009 โซจีซบพยายามจะบุกตลาดญี่ปุ่นและตลาดจีน ในผลงานเรื่อง I am GHOST ซีรีส์แอคชั่นที่ออกอากาศ 24 ตอนตอนละ 5 นาทีในช่องทางออกอากาศพิเศษทางโทรศัพท์มือถือช่อง BeeTV เขารับบทเป็นฆาตกรลึกลับที่หนีไปกับนักเรียนสาวมัธยม โซจีซบไม่มีบทพูดในซีรีส์เรื่องนั้นและเขา

“กังวลว่าความรู้สึกของพวกเขาจะถูกถ่ายทอดออกไปไหมจากแค่ท่าทางและการเคลื่อนไหวของพวกเขา”

ซึ่งปีก่อนหน้านั้น เขาได้ปรากฏตัวในบทสมทบเป็นสัตว์ประหลาดในภาพยนตร์เวอร์ชั่นคนแสดงของการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง GeGeGe No Kitaro 2: Kitaro and the Millenium Curse

โซจีซบมีผลงานการแสดงร่วมกับจาง ซิยี่ (Zhang Ziyi) ในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของจีนเรื่อง Sophie's Revenge เขาบอกว่า “ผมอยากเล่นบทที่สดใสและร่าเริงเพราะผมเล่นบทเศร้าๆ มาเยอะมาก”

ต่อมาหลังจากนั้นเขาก็ได้เซ็นสัญญากับต้นสังกัดของจีน บริษัท ATN Entertainment โซจีซบกลับมามีผลงานซีรีส์เกาหลีในเรื่อง Cain and Abel เรื่องราวเกี่ยวกับคุณหมอพี่น้องที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด การแสดงของเขาได้รับคำชมมากมายและทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากกงาน 2009 Grimae Awards ซึ่งเป็นรางวัลทรงเกียรติที่ผู้กำกับจากสถานีโทรทัศน์ทุกช่องของเกาผลีเป็นผู้คัดเลือกผู้ชนะ

ในปี 2012 โซจีซบได้รับความสนใจมากมายจากการแสดงในซีรีส์ทุนสร้างสูงเกี่ยวกับสงครามเกาหลีเรื่อง Road No. 1 แต่ด้วยความคาดหวังที่สูง ซีรีส์จึงทำเรทติ้งได้ไม่ดีนัก โดยมีเรทติ้งเฉลี่ย 6% ตลอดทั้งการออกอากาศ

จากนั้นโซจีซบก็รับบทเป็นนักมวยที่ตกหลุมรักสาวตาบอดในภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าเรื่อง Always ที่กำกับโดยซงอิลกอน (Song Il gon) ซึ่งได้ฉายเป็นภาพยนตร์เปิดในงาน 2011 Busan International Film Festival ด้วย

หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานการแสดงในบทนักสืบผู้บ้างานในหน่วยงานที่สืบสวนคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ในซีรีส์เกี่ยวกับตำรวจเรื่อง Phantom ต่อมาโซจีซบก็ได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง A Company Man เรื่องราวเกี่ยวกับนักฆ่าในบริษัทจ้างวานฆ่าที่หลังจากเขามีความรักก็ตัดสินใจออกจากงานนี้ แต่เขากลับกลายเป็นเป้าหมายของอดีตเพื่อนร่วมงาน

หลังจากนั้นในช่วงหลังของปีเขาก็มีผลงานซีรีส์เรื่อง  Master's Sun ซีรีส์สยองขวัญ-โรแมนติกคอมเมดี้ที่เขียนบทโดยสองพี่น้องฮง (Hong) โซจีซบเป็นที่รู้จักดีถึงการแสดงในบทบาทดราม่า ซึ่งเขาได้พลิกบทบาทในซีรีส์เรื่องนี้ด้วยการแสดงตัวละครออกมาอย่างมีเสน่ห์ ซีรีส์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและทำให้เขาได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากนั้นโซจีซบก็แสดงนำในซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง  Oh My Venus เรื่องราวเกี่ยวกับเทรนเนอร์คนดังที่ช่วยทนายสาวลดน้ำหนักและช่วยหาความงามภายในของเธอในขณะที่ทั้งคู่เยียวยาบาดแผลในใจของกันและกัน

ในปี 2017 โซจีซบมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Battleship Island ที่ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์เบื้องหลังเหตุการณ์เกาะฮาชิมะที่ทหารเกณฑ์ในยุคโชซอนถูกบังคับให้ทำงานจนถึงตายในช่วงยุคอาณานิคมของญี่ปุ่น เขาแสดงเป็นนักสู้จากจังหวัดกยองซองที่นำสันติภาพมาให้กับเขตจองโน

ในปี 2018 โซจีซบแสดงนำคู่กับซนเยจิน (Son Ye jin) ในภาพยนตร์โรแมนติกเรื่อง Be with You ที่สร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของญี่ปุ่น และในปีเดียวกันเขาก็กลับมาแสดงซีรีส์อีกครั้งในซีรีส์คอมเมดี้เกี่ยวกับสายลับเรื่อง My Secret Terrius โซจีซบได้รับรางวัลใหญ่ รางวัลแดซังแรกของเขาในงาน MBC Drama Awards จากผลงานการแสดงของเขา

ในปี 2020 โซจีซบร่วมแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง Confession และเขาจะร่วมแสดงในภาพยนตร์แอคชั่นแฟนตาซีวิทยาศาสตร์อาชญากรรมของชเวดงฮุน (Choi Dong-hoon)

การเขียนหนังสือและการทำเพลง

ในปี 2010 โซจีซบได้ออกหนังสือคอลเลคชั่นรูปภาพของเขา So Ji-sub's Journey ออกมา ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องราวและรูปภาพของเขาตลอด 13 ปีตั้งแต่เดบิวต์มาโดยใช้ภาษาในการเล่าที่ซื่อตรงและรูปภาพที่ถ่ายในระหว่างทริปการไปเขตปลอดทหารของเกาหลีและจังหวัดกังวอน นักแสดงหนุ่มผู้ที่ปกติมักจะเงียบขรึมได้เปิดเผยความคิดในใจของเขาผ่านหนังสือด้วยบทความเกี่ยวกับหมายเลข 51 หมายเลขโปรดของเขา (มาจากชื่อของบริษัทของเขา – หมายถึงความเป็นไปได้ 50-50 และความเชื่ออีก 1% และ K มาจากคำว่าเกาหลี), โรมิโอกับจูเลียต, เหตุผลที่เขาชอบวันที่ฝนตกและเรื่องราวของเขากับคนดังและศิลปินอื่นๆ เช่น Tiger JK หลังจากวางขายเพียง 10 วัน หนังสือก็ติดอันดับหนังสือขายดีและได้พิมพ์ซ้ำจนถึงการพิมพ์ครั้งที่ 3

โซจีซบชื่นชอบเพลงฮิปฮอปมาเป็นเวลานานแล้ว เขาร่วมแรปในเพลง "Lonely Life" และ "Foolish Love" ของศิลปิน  "G" หรือ "G-Sonic" ในเพลงประกอบภาพยนตร์และซีรีส์เรื่อง Rough Cut และ Cain and Abel ตามลำดับ ในปี 2011 เขาได้ปล่อยดิจิตอลซิงเกิ้ลเพลง Pick Up Line ออกมาภายใต้ชื่อของเขาเอง มีคลิปทีเซอร์ 2 คลิปถูกปล่อยออกมา โดยคลิปแรกเป็นคลิปเวอร์ชั่นตลกๆ ที่ร่วมแสดงรับเชิญโดยจองจุนฮา (Jung Joon ha) เพื่อนสนิทของโซจีซบและคิมบยองมัน (Kim Byung man) ผู้ที่โซจีซบบอกว่าเป็นนักแสดงตลกคนโปรดของเขา ซิงเกิ้ลเพลงนี้มีมิวสิควิดิโอด้วยเช่นกัน ซึ่งถูกปล่อยออกมาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2011 แต่ทำยอดขายได้น้อย

ในปี 2011 โซจีซบได้ออกหนังสือคอลเลคชั่นรูปภาพเล่มที่ 2 ของเขาโดยมีชื่อว่า Only You with So Ji-sub ซึ่งภายในหนังสือประกอบไปด้วยรูปภาพ, ข้อความและคำวิจารณ์เรื่องการแสดงภาพยนตร์ของเขา

ในวันที่ 14 มีนาคม 2012 เขาได้ออกนิตยสารมาเพื่อแฟนๆ ในชื่อ SONICe ภายในนิตยสารประกอบไปด้วยไอเดียในการเดท, สถานที่, อาหารโปรดและหนังสือที่โซจีซบแนะนำ รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านมุมมองของเขา ซึ่งชื่อนิตยสารเป็นการรวมคำกันของคำว่า "so nice" และ "Sonic" ที่เป็นชื่อเล่นของโซจีซบ

ผลงานมินิอัลบั้มแรกของโซจีซบ Corona Borealis ถูกปล่อยออกมาในเดือนมีนาคม 2012 ซึ่งประกอบไปด้วยการร่วมงานกับนักแต่งเพลงคิมกอนอู (Kim Kun woo), ผู้ฝึกสอนร้องเพลง Mellow, นักร้องโซปราโนฮันคยองมี (Han Kyung-mi) และนักร้องฮอกัก (Huh Gak) รวมถึงบ๊อบบี้ คิม (Bobby Kim) บ๊อบบี้ คิมชื่นชมการแรปของโซจีซบในเพลงที่ทั้งคู่ร้องด้วยกัน That Day, a Year Ago ว่า “โซจีซบมีความสามารถเรื่องความรู้สึกในเรื่องจังหวะและมันดีเหมือนกับความสามารถในการแสดงของเขาเลย” และโซจีซบก็ร่วมแสดงในมิวสิควิดิโอของอัลบั้มนี้ในเพลง "Some Kind of Story" ด้วย

ในเดือนมกราคม 2013 โซจีซบได้ปล่อยผลงานเพลงแรปออกมาอีกครั้งในชื่ออัลบั้ม 6 PM...Ground และขั้นตอนการอัดเพลงของเขาก็ออกอากาศในรายการ Music Triangle ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คต์ Collabo One ของ Mnet ด้วย ทั้ง 4 เพลงในอัลบั้มถูกนำมารวมกันเป็นละครเพลงความยาว 12 นาทีที่นำแสดงโดยโซจีซบ, พัคชินฮเย (Park Shin hye) และยูซึงโฮ (Yoo Seung ho) ซึ่งถูกตัดต่อเป็นมิวสิควิดิโอแยกของแต่ละเพลงอีกด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2014 โซจีซบได้ปล่อยอัลบั้มที่ 3 ของเขาออกมาในแนวอิเล็กโทร-ฮิปฮอปในชื่ออัลบั้ม 18 Years ซึ่งเป็นตัวแทนถึงระยะเวลาที่เขาอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่เดบิวต์ในฐานะนักแสดง เขาเป็นคนเขียนและเรียบเรียงเนื้อเพลงของเพลงไตเติ้ล (มีเสียงร้องของนักร้อง Satbyeol ร่วมร้องในเพลงด้วย) และอีกสองเพลงก็มีการร่วมงานกับวงฮิปฮอป Soul Dive และจากนั้นเขาก็ปล่อยอีกซิงเกิ้ลหนึ่งออกมาในเดือนมิถุนายน 2015 ในชื่อ So Ganzi ซึ่งเป็นผลงานการร่วมงานครั้งที่สองกับ Soul Dive

การเป็นทูตต่างๆ

โซจีซบได้รับแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีของจังหวัดกังวอนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเส้นทางยาว 51 กิโลเมตรในพื้นที่จังหวัดกังวอนก็ถูกตั้งชื่อว่า “ถนนโซจีซบ” ซึ่งมีการเปิดเผยต่อสาธารณชนในวันที่ 20 พฤษภาคม 2012 เขาเป็นนักแสดงเกาหลีคนแรกเลยที่มีการตั้งชื่อถนนตามชื่อของเขา

นอกจากนี้เขายังได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตในการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อช่วยกระตุ้นความตระหนักรู้และป้องกันการเกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น การแฮคและการโกงทางอินเตอร์เน็ตต่างๆ โดยเขาได้เข้าร่วมในกิจกรรมการโปรโมทหลายๆ กิจกรรมอีกด้วย

การลงทุน

โซจีซบเป็นเจ้าของ A Twosome Place ของ CJ Foodville ในสาขาอับกูจอง

เขายังช่วยเหลือเรื่องการนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศด้วยการลงทุนในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ผลงานการสร้างร่วมกันของอเมริกา-อังกฤษ-ฝรั่งเศสเรื่อง Philomena (2014), ภาพยนตร์จีนเรื่อง Coming Home (2014), ภาพยนตร์ระทึกขวัญอาชญากรรมของญี่ปุ่นเรื่อง The World of Kanako (2014) และภาพยนตร์สยองขวัญของอเมริกาเรื่อง A Girl Walks Home Alone at Night (2015)

ชีวิตส่วนตัว

ในปี 2019 โซจีซบได้ยืนยันว่าเขากำลังคบหาดูใจกับอดีตผู้ประกาศข่าวสาวโจอึนจอง (Jo Eun jung) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โซจีซบยืนยันความสัมพันธ์ของเขาต่อสาธารณชนในตลอดชีวิตการเป็นนักแสดงมา 24 ปี และในวันที่ 7 เมษายน 2020 ต้นสังกัดของโซจีซบ 51K ก็ได้ยืนยันว่าเขาและโจอึนจองได้จดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว




Latest