ข้อมูลภาพยนตร์ Doctor Sleep
2019-11-04 18:35:02
Advertisement
เพราะหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!

 

กล้าที่จะกลับไป

ภาพยนตร์เรื่อง “Doctor Sleep” สานต่อเรื่องราวของแดนนี่ ทอร์แรนซ์ในช่วง 40 ปีต่อมาหลังจากที่เขาได้พบกับความหลอนที่ Overlook Hotel ใน The Shining ยวน แมคเกรเกอร์, รีเบคก้า เฟอร์กูสัน และนักแสดงหน้าใหม่อย่างไคเลห์ เคอร์แรนมาร่วมแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญเหนือธรรมชาติ กำกับฯ โดยไมค์ ฟลานากาน จากบทภาพยนตร์ของเขาเองที่อิงมาจากนิยายของสตีเฟ่น คิง

แดน ทอร์แรนซ์ยังคงมีบาดแผลฝังใจจากเหตุการณ์ช่วงวัยเด็กที่โรงแรม Overlook เขาต้องต่อสู้หาทางสงบสติตัวเองให้ได้ แต่ความสงบนั้นพังทลายลงเมื่อเขาได้พบกับ แอบรา เด็กวัยรุ่นที่มีความกล้าและมีพลังวิเศษที่เรียกกันว่า “ไชน์”  แอบรารับรู้ได้เลยว่าแดนแบ่งปันพลังนั้นกับเธอได้ เธอจึงตามหาเขาเพื่อให้เขามาช่วยต่อสู้กับโรส เดอะ แฮทและเดอะ ทรู น็อตที่คอยติดตามเธอ ซึ่งจะมาดูดพลังแห่งความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติภารกิจที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

แดนและแอบราได้มาร่วมมือกันอย่างไม่น่าเชื่อเพื่อต่อสู้กับโรสอย่างเอาเป็นเอาตาย ความไร้เดียงสาและความกล้าหาญของแอบราทำให้แดนได้ใช้พลังในตัวเขาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนเขาต้องเผชิญหน้ากับความกลัวและวิญญาณร้ายจากอดีตที่ถูกปลุกขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่อง “Stephen King’s Doctor Sleep” นำแสดงโดยยวน แมคเกรเกอร์ (“Star Wars: Episodes I, II & III,” “T2 Trainspotting”) ในบทแดน ทอร์แรนซ์ รีเบคก้า เฟอร์กูสัน (“Mission: Impossible”, “The Greatest Showman”) ในบทโรส เดอะ แฮท และ ไคเลห์ เคอร์แรนที่มาแสดงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ครั้งแรกในบทแอบรา นักแสดงนำหลักคนอื่นๆ ยังรวมถึงคาร์ล ลัมบลี, ซาห์น แมคคลาร์นอน, เอมิลี่ อลิน ลินด์, บรูซ กรีนวูด, โจเซลิน โดนาฮิว, อเล็กซ์ เอสโซ และ คลิฟฟ์ เคอร์ทิส

อำนวยการสร้างฯ โดยทรีวอร์ มาซี (“Oculus”) และจอน เบิร์ก (“Wonder Woman”) อำนวยการสร้างบริหารฯ โดยรอย ลี, สก็อตต์ ลัมพ์คิน, อาคิวา โกลด์สแมน และ เควิน แมคคอร์มิค 

ทีมงานเบื้องหลังของฟลานาแกนนำโดยผู้กำกับภาพ ไมเคิล ไฟมอกนารี (“The Haunting of Hill House”) ผู้ออกแบบฉาก เมเฮอร์ อาห์แมด (“Get Hard”) และเอลิซาเบธ บอลเลอร์ (“Hush”) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เทอร์รี แอนเดอร์สัน (“Den of Thieves”) ประพันธ์ดนตรีโดยเดอะ นิวตัน บราเธอร์ส (“The Haunting of Hill House”)

วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์สนำเสนอภาพยนตร์จาก An Intrepid Pictures/Vertigo Entertainment Production, A Mike Flanagan Film เรื่อง “Stephen King’s Doctor Sleep” จัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส โดย “Stephen King’s Doctor Sleep” ถูกจัดเป็นภาพยนตร์เรท R เนื่องจากเนื้อหาที่มีความรุนแรงภาพของการนองเลือด ภาษาที่ใช้ ฉากเปลือย และการใช้ยาเสพย์ติด

 

doctorsleepmovie.com


 

รายละเอียดการถ่ายทำ

 

แดน

ผมรู้ว่าความกลัวเป็นแบบไหน แต่จะบอกอะไรให้นะ 

คุณอาจพูดว่าก็แค่ไปนอนซะ 

ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว หลับซะ 

แล้วเดี๋ยวก็ตื่นมาเจอโลกที่สดใสขึ้น

 

คนไข้

คุณเป็นหมอที่แปลก

 

แดน

ผมไม่ใช่หมอ

 

คนไข้

ผมคิดว่าใช่นะ ด็อกเตอร์สลีป 

 

แทบจะไม่เคยเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวที่อยู่ในยุคร่วมสมัย ซึ่งมีควาน่ากลัวหรือดูเหมือนกับครอบครัวทอร์แรนซ์ที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูก ตัวละครสำคัญในนิยายตอนที่ 3 ของงสตีเฟ่น คิง เรื่อง The Shining. เรื่องราวต้นฉบับตีพิมพ์เมื่อปี 1977 หนังสือมียอดขายมากกว่า 1 ล้านก็อปปี้ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวการต่อสู้ของตัวผู้แต่งเอง ในช่วงกลางดึกที่น่ากลัวเมื่อคิงต้องอยู่ในห้องหมายเลข 217 ในโรงแรมสแตนลีย์เมืองโคโลราโด เรื่องราวของแจ็ค เว็นดี้ และแดนนี่  ทอร์แรนซ์เป็นผลงานหนึ่งที่มีความเป็นส่วนตัวของคิงมาก ซึ่งไม่ได้มีความน่ากลัวจากสัตว์ประหลาดที่อยู่รอบตัวเรา แต่เป็นปีศาจในชีวิตจริงที่ฝังลึกอยู่ในตัวพวกเราเองต่างหาก

36 ปีต่อมา คิงได้ตีพิมพ์นิยายภาคต่อของเขาที่มีชื่อว่า Doctor Sleep ซึ่งเป็นเรื่องราวของแดน ทอร์แรนซ์ แม้ว่าในเรื่องจะมีทั้งการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวความสยองและความน่าสงสัย แต่ The Shining ก็ได้พาผู้อ่านออกไปผจญภัยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายจากการติดยาเสพย์ติด ส่วนเรื่อง Doctor Sleep จะพาพวกเขากลับไปหาหนทางสว่างอย่างมนุษย์ปกติ มีเรื่องราวของการยอมเสียสละและการไถ่บาปในสิ่งที่เคยทำไว้   

ผลงานดัดแปลงของสแตนลีย์ คูบริคปี 1980 เรื่อง The Shining ได้รับคำชมในวงกว้างว่าเป็นหนังสยองยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งตลอดกาล และเป็นตัวอย่างหนึ่งของการผสมผสานระหว่างถ้อยคำของผู้แต่งกับจินตนาการของผู้สร้างภาพยนตร์ โดยภาพยนตร์ของคูบริคอาศัยความสร้างสรรค์จากองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเรื่อง รวมถึงบทสรุปของโรงแรมโอเวอร์ลุคไปพร้อมกับมุมมองต่างๆ ของตัวละครแจ็ค ทอร์แรนซ์ แต่ในท้ายที่สุดทั้งจินตนาการของคิงและคูบริคเกี่ยวกับแจ็คที่ต้องเสียความเป็นตัวของตัวเอง และกลับมามีชีวิตปกติหลังจากที่มีการใช้ยาเสพย์ติดทำให้ทั้งคู่ต่างเกิดความสร้างสรรค์อย่างโดดเด่นขึ้นมา 

ผู้สร้างฯ ไมค์ ฟลานาแกนประกาศชัดเจนว่าตัวเองเป็นแฟนผลงานของคิงตั้งแต่ตอนอยู่เกรด 5 ตอนที่เขาเลือกหนังสือของผู้แต่งเล่มแรก ฟลานาแกนเล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นผมยังเด็กมาก แต่เด็กผู้ชายก็เริ่มอ่านหนังสือพวกนั้น แต่ละเล่มทำให้ผมกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวอะไรมาก่อน และทำให้ผมมองโลกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผมเลยเริ่มประสบการณ์นี้จากอิทธิพลที่ได้มาจากงานเขียนของคิง คือในฐานะของเด็กขี้กลัวคนหนึ่ง การอ่านเรื่องราวของเขาได้สอนให้ผมมีความกล้าหาญขึ้นมาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ จนกลายเป็นบททดสอบของตัวละคร ผมกลายเป็นหนอนหนังสือและพยายามหาแนวทางของตัวเอง แต่ในการทำงานเวลาที่มีคนจ้างให้ผมสร้างหนัง มันก็ยังทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจอยู่เหมือนเดิม”

ผู้สร้างฯ ยังจำได้อีกว่าหลายปีหลังจากนั้นตอนที่เขาอยู่ในร้านหนังสือเพื่อหาหนังสือของเขา Doctor Sleep ในวันแรกก็ไม่สามารถหานิยายเล่มนั้นได้แล้ว “จากการหยิบยกเรื่องราวในมุมมองของคิงขึ้นมา และตัดสิ่งที่คูบริคได้เปลี่ยนแปลงไว้ในหนังเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของครอบครัวทอร์แรนซ์ มันเหมือนกับเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างหยุดไม่ได้ของผู้อ่านคนหนึ่ง สิ่งที่คูบริคได้สร้างสรรค์เอาไว้ในเรื่องราวได้กลายเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์ ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของกระแสนิยมในโลกภาพยนตร์ และเป็นการอ่านนิยายเรื่องนี้โดยตัดเรื่องนั้นทิ้งไปพร้อมกับพาเราไปพบความตื่นเต้นอีกแบบหนึ่ง

  “Doctor Sleep ได้ย้อนกลับไปหาหลายเรื่องราว ตั้งแต่ที่นิยายเรื่อง The Shining ไม่มีการสร้างเป็นหนัง” ฟลานาแกนเล่าต่อว่า “มีความสนใจเรื่องการติดยาเป็นพิเศษในระดับของคิง พร้อมกับเรื่องราวของการไถ่บาป ความประทับใจแรกของผมคือ ‘ผมรักเรื่องนี้จัง’ ผมรักตัวละครทั้ง 3 คือแดน แอบรา และโรส เดอะ แฮท ผมรักความแตกต่างระหว่าง The Shining กับ Doctor Sleep ที่มีทั้งเรื่องการติดยาและการกลับมาสู่สภาพปกติ เขาเก็บรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจตั้งแต่หนังสือเล่มแรก และทำให้มีพัฒนาการในรูปแบบที่มีความแปลกใหม่

 “มีส่วนหนึ่งที่ผมยืนยันได้ว่าผลงานของคิงได้รับการดัดแปลงบนความถูกต้องตรงประเด็น” ฟลานาแกนอธิบายชัดว่า “และมีส่วนที่น่าหลงใหลในหนังของคูบริคด้วย นั่นคือทั้ง 2 ด้านที่ผมมีตอนอยู่ในสมรภูมิการทำงานช่วงแรกของโปรเจ็กต์นี้ แต่ผมพยายามทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข ผมคิดว่าถ้าผมทำเพื่อตัวเองได้ ผมก็หวงว่าจะทำมันเพื่อผู้ชมได้เหมือนกัน”

แนวทางสมานฉันท์ในเรื่องข้อมูลที่มีความแตกต่างกันคือ “ต้องเรียนรู้วิธีเดินทางสายกลางระหว่างคูบริคกับคิง เพื่อแสดงความเคารพทั้งสองฝ่ายและสร้างภาพยนตร์แยกเดี่ยวออกมา นั่นคือสิ่งสำคัญตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มครับ” เขากล่าว

ฟลานาแกนรู้ดีว่ามีสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการทำให้โปรเจ็กต์นี้ดูมีชีวิตชีวา และเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งไหนนั่นคือสตีเฟ่น คิง ผู้ชำนาญด้านความสยองเกิดความสงสัยในช่วงแรกเริ่ม แต่เมื่อผู้สสร้างภาพยนตร์แสดงถึงความกล้าในโปรเจ็กต์นี้ให้เห็นได้อย่างเช็ดเจน มีการผสมผสานระหว่างถ้อยคำที่ตีพิมพ์ออกมากับภาพบนจอ ทำให้คิงรู้สึกว่าตัวเองพลาดบางอย่างไปในจินตนาการของคูบริค ผู้แต่งจึงร่วมเซ็นต์สัญญาด้วยอย่างกระตือรือร้น

สตีเฟ่น คิงเล่าว่า “ผมบอกทุกคนเสมอเรื่องความแตกต่างระหว่างหนังของสแตนลีย์ คูบริคกับหนังสือของผม หนังของเขาลงเอยด้วยความเย็นชา ส่วนหนังสือของผมลงเอยด้วยความตื่นเต้น แต่เรื่องราวของแดน ทอร์แรนซ์ที่มีการพัฒนาขึ้นและมีรูปแบบของตัวเองมันทำให้รู้สึกท่วมท้นหลายความรู้สึก ไมค์ทำให้หนังของคูบริคไปสู่อีกขั้นได้ ทำให้ทุกอย่างมีความตื่นเต้นขึ้น หนังของไมค์มีคุณสมบัติ 2 ข้อคือเป็นผลงานดัดแปลงเรื่อง Doctor Sleep ที่ดี แต่ก็มีฉากที่ยอดเยี่ยมอย่างในหนังของสแตนลีย์ คูบริคเรื่อง ‘The Shining’ ไมค์เคยผ่านงานทุกด้านมาแล้ว บางสิ่งที่อยู่ในหนัง ‘The Shining’ ก็ไม่มีอยู่ในหนังสือผม.. และก็สามารถหาวิธีทำให้มันออกมาลงตัวได้”

 

ผู้ร่วมงานในทีม

ผู้อำนวยการสร้างฯ เทรวอร์ มาซี่ที่ร่วมงานกับฟลานาแกนมาแล้วหลายเรื่อง และล่าสุดคือซีรีส์เรื่อง “The Haunting of Hill House” ยอมรับว่าตอนแรกต้องอาศัยการโน้มน้าวอยู่บ้างพอเป็นเรื่อง “Doctor Sleep” เขาเล่าถึงตอนนั้นว่า “ความรู้สึกแรกของผมคือ ‘เราควรทำภาคต่อของ “The Shining” หรอ? ความรู้สึกต่อมาที่เกิดขึ้นทันทีคือ  ‘เอาเถอะ สตีเฟ่น คิงก็อยู่ตรงนั้น’ นั่นหมายความว่ามันมีหลักการอยู่ แต่ความยากในการสร้างอยู่ที่มันมีตอนจบของ The Shining อยู่ทั่วโลกหลายแบบ  แถมยังมีฉากในหนังที่จบต่างกันไปอีกด้วย ไมค์เคารพในทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกับผม หน้าที่ของเราคือต้องนำ 2 แบบนั้นมาผสมผสานกัน เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ที่รักทั้งคิงและคูบริค และยังต้องรักษาความสนุกสนานเอาไว้ด้วย”  

การพบกันครั้งแรกระหว่างผู้อำนวยการสร้างฯ จอน เบิร์กกับฟลานาแกนผิดจากที่ทั้งคู่คาดหวังเอาไว้ ฟลานาแกนได้รับสายที่ชวนมาเรื่องงานในอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในการพูดคุยกันกลับกลายเป็นเรื่องคิง “เราเริ่มคุยกันเรื่องความชื่นชอบในสตีเฟ่น คิงจนมาที่เรื่อง Doctor Sleep ได้อย่างรวดเร็ว ผมถามเขาว่าคิดยังไงเรื่องหนังสือ เขาจะเอาหนังสือของคิงกับหนังของคูบริคและเรื่องราวภาคต่อของคิงมารวมกันยังไง เขาเล่าไอเดียหลายอย่างและมีมุมมองที่เหลือเชื่อมากครับ ไมค์ป็นผู้เขียนบทฯ / ผู้กำกับฯ และผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีความสามารถมาก เขามีความเคารพทั้งคิงและคูบริค แถมยังมีการถ่ายทอดเรื่องราวที่ผสมผสานออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์อีกด้วย”

ต้นฉบับเรื่องราวแห่งตำนานของ “Doctor Sleep” ของฟลานาแกนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับนักแสดงนำ ทั้งสองชื่อนั้นทำให้เกิดความกระตือรือร้นจนเอาชนะความไม่เต็มใจตอนเซ็นต์สัญญาร่วมงานในหนังสยองขวัญ/ชวนสงสัยในช่วงแรก ยวน แม็คเกรเกอร์เล่าว่า “เรื่อง ‘The Shining’ ถูกพูดถึงในฐานะของหนังที่น่ากลัวที่สุดในโลก ทำให้ผมไม่กล้าดูจนกระทั่งช่วงวัยรุ่นที่โตมากแล้ว และก็ดูครั้งเดียวด้วยเพราะมันทำให้ผมกลัวสุดขีด ผมไม่ชอบพวกหนังน่ากลัวเลย ไม่ชอบที่ตัวเองต้องดูอะไรแบบนั้น แต่ผมชอบนิยายเรื่อง  Doctor Sleep มากครับ ผมอ่านเรื่องนี้หลังจากที่ได้อ่านบทฯ แล้วผมก็กลับไปอ่านเรื่อง The Shining ซึ่งก็รู้สึกสนุกพอกัน น่าจะสนุกกว่าต้นฉบับด้วยซ้ำ เรื่องราวของแดนนี่ทำให้ผมสนุกมาก ในฐานะของนักแสดงผมรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งหมดนี้”  

รีเบ็คก้า เฟอร์กูสันเล่าว่า “ตอนที่ได้รับการเสนอให้มารับบทนี้ ฉันไม่ชอบอะไรที่น่ากลัวแบบนี้เลยค่ะ ไม่อยากรับมือกับอะไรที่ทำให้กลัว ฉันเกลียดตัวตลก เกลียดผีเด็กในหนังสยอง เด็กผู้หญิง 2 คนที่ยืนตรงนั้นและพูดอะไรขึ้นมาพร้อมกันในบรรยากาศที่ชวนขนลุก ... มันเป็นอะไรที่หลอนมากค่ะ แต่ฉันก็ชอบเอาตัวเอาไปเจอกับอะไรที่ตัวเองมีข้อสงสัยทุกที แต่ทั้งความหลอนในแบบของสตีเฟ่น คิงและตัวละครที่มีความน่าสนใจนี้มาอยู่ในมือของไมค์แล้ว หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการถ่ายทำที่น่าทึ่งมากเท่าที่ฉันเคยร่วมงานมาเลยค่ะ  และความน่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งของ ‘Doctor Sleep’ คือตอนที่ทุกอย่างมารวมอยู่ด้วยกัน รู้สึกดีมากเลยค่ะที่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย” 

นักแสดงหน้าใหม่อย่างไคเลห์ เคอร์แรนยอมรับว่า “ฉันรู้จักสตีเฟ่น คิงนะคะ หมายถึงฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของเขา ก่อนที่เราจะเริ่มถ่ายทำกันฉันมีโอกาสได้ดูหนังสยองของแม่ ตอนนั้นได้ดูเรื่อง ‘The Shining’ มันทั้งน่ากลัวและชวนสงสัย เป็นเรื่องที่ช่วยในการอ้างอิงตัวละครและทำให้เข้าใจความเลวร้ายที่แดนนี่ได้ผ่านพ้นมา... มันทำให้ฉันเข้าใจตัวเขามากขึ้นจริงๆ ค่ะ” 

และนั่นคือสิ่งที่สตีเฟ่น คิงต้องการจริงๆ “ผมมีความสุขทุกครั้งเวลาได้ยินการตอบรับในเรื่องความรู้สึก นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสนใจ ผมต้องการให้คุณสนใจไปด้วยกัน ผมอยากทำให้คุณรู้สึกคล้อยตาม ความสยองก็เหมือนเส้นสายเดียวที่อยู่บนกีตาร์ ในเรื่องยังมีอะไรอีกหลายอย่าง ผมอยากให้ผู้อ่านได้เจอผู้คนที่เขาจะเข้าใจได้ในฐานะมนุษย์ ทั้งคนที่เป็นเพื่อน คนที่คอยใส่ใจคนอื่น และนั่นคือประเด็นสำคัญที่ทำให้ความสยองยิ่งน่ากลัวมากขึ้น” 



 

บางคนก็เรืองแสงได้ บางคนก็ไม่

 

แอบรา

(ส่งข้อความ)

สวัสดี




Latest