ถวายพระราชสมัญญานามในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็น “มหาราช”
2016-11-18 09:34:09
Advertisement
เพราะหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึง การรอถวายพระราชสมัญญานามในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น “มหาราช” ว่า

ต้องเสร็จสิ้นในเรื่องราชพิธีก่อน อย่าไปคิดทำอะไรเร็วตอนนี้ โดยที่ทุกคนคิดนั้นดีอยู่แล้ว เพียงแต่เวลาวันนี้เหมาะสมหรือไม่

ถ้าคิดไว้ก่อนก็ได้ แต่อย่าเพิ่งสร้างการรับรู้หรือรับการบริจาคทำไม่ได้

เพราะการจะสร้างอะไร รัฐบาลจะต้องอนุมัติและทำเรื่องขอไปยังสำนักพระราชวัง ทั้งการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ถวายสมัญญานามเป็นมหาราช ซึ่งต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.)

a89

วันนี้ ครม.ทำงานให้ประเทศชาติมีความสงบปลอดภัย ทำเรื่องราชพิธีให้ถูกต้องตามโบราณประเพณี เรื่องนี้ทำวันนี้ใช่ว่าจะเสร็จวันนี้ ต้องดูเวลาที่เหมาะสม เพราะทุกคนตั้งใจทำถวายอยู่แล้ว รัฐบาลเองก็คิดมาโดยตลอด แต่ไม่ใช่เวลานี้ที่จะมาพูดกัน

สำหรับปฏิทินวันสำคัญที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะสามารถกำหนดได้เมื่อมีรัชกาลใหม่

และทุกอย่างเป็นเรื่องของสำนักพระราชวัง ซึ่งจะกำหนดมา

แต่คิดว่าวันสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 จะยังคงมีอยู่ เพราะท่านทรงทำอะไรเพื่อประเทศไทยไว้เยอะแยะ

เพียงแต่ว่าจะต้องเปลี่ยนหรือเรียกชื่อใหม่ ซึ่งเขากำลังหารือกันอยู่ ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอน อย่าใจร้อน

13379435931337945252l

สำหรับแนวคิดเรื่องการถวายพระราชสมัญญานามในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น “มหาราช” นั้น เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ก็ได้มีเครือข่ายประชาชนชื่อ “เครือข่าย ๑๓ ตุลาภูมิพลมหาราช” ได้มีการนัดหมายเพื่อเตรียมยื่นรายชื่อประชาชนคนไทยเสนอรัฐบาล เพื่อการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” โดยนัดประชุมเครือข่าย เวลา 10.00 น. ในวันศุกร์ที่ 11 พ.ย. 59

แต่ที่สุดแล้วทางคณะจัดงานก็ไม่สามารถจัดได้ เนื่องจากมีการขอร้องว่า ในช่วงสถานการณ์นี้ไม่อยากให้มีการจัดการประชุม ชุมนุมทางการเมือง ทางคณะจึงต้องยุติการดำเนินการเรื่องนี้

ส่วนสาเหตุที่ทางเครือข่ายต้องเสนอแนวคิดเรื่องนี้นั้น นายบวร ยสินธร ผู้ประสานงานเครือข่าย ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทีนิวส์ ว่า

การถวายพระราชสมัญญาไม่ใช่กฎหมาย แต่รัฐบาลย่อมมีบทบาทอย่างสำคัญในการชี้นำประชาชน แต่ความยั่งยืนอยู่ที่การยอมรับของประชาชน หากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่รักของประชาชนแล้ว และสมัญญานามสอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์แล้วก็ย่อมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

ดังนั้น การที่หลายท่านคิดว่า การถวายพระราชสมัญญาเป็นเรื่องของรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียวอาจไม่ถูกต้องนัก แต่แท้จริงพสกนิกรก็มีส่วนอย่างสำคัญ เพราะพระราชสมัญญาที่มาจากใจของผู้ยกย่องไม่มีสภาพบังคับจึงจะนิยมยั่งยืน จึงมักเกิดขึ้นภายหลังเสด็จสวรรคตเป็นหลัก

ไม่ได้ยั่งยืนเพราะการแต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หรือพระมหากษัตริย์

และอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้พระราชสมัญญามหาราชในขณะที่ทรงมีพระชนมชีพไม่นิยมเพราะอาจไม่เป็นที่ยอมรับในภายหลังการเสด็จสวรรคตแล้วก็เป็นได้ จึงมิใช่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะได้เป็นมหาราช

13516688_944331429022013_405594258637874916_n

นายบวร ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ในอดีตเคยมีผู้เสนอถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านก่อนปี 2530 ว่า “สมเด็จพระภัทรมหาราช” ซึ่งแปลว่า “มหาราชผู้ประเสริฐยิ่ง” แต่ยังไม่ทันเป็นมติมหาชนก็ขาดตอนไปจากการที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในปี 2530 ได้ถวายรายงานในงานสโมสรสันนิบาต โดยได้กล่าวคำถวายพระพรยกย่องให้พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” หรือ ขานพระนามอย่างย่อว่า “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช”

แต่หลังจากนั้น ก็มิได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการและไม่เกิดเป็นกระแสมหาชน

ทั้งนี้ นายวิษณุ เครืองาม เคยกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงโปรดที่จะแต่งตั้งโดยพระองค์เอง ในขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมชีพ นั่นเอง เรื่องนี้จึงยังไม่มีความชัดเจนออกมา จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ

และนี่ก็คือเหตุผลอันสำคัญยิ่งที่ทำให้กลุ่มประชาชน ออกมาคิดและพยายามจะเสนอในเรื่องนี้

แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาพูดชัดเจนว่า ต้องรอให้งานพระราชพิธีเสร็จสิ้นก่อน และทั้งเรื่องการทูลเกล้าฯถวายพระราชสมัญญาและการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ นั้นรัฐบาลจะทำเอง และพร้อมจะทำอยู่แล้ว แต่อยู่ที่การรอเวลาที่เหมาะสมเพียงเท่านั้น

เรียบเรียงโดย : อุดร แสงอรุณ สำนักข่าวทีนิวส์ เมื่อ 16-11-2559

ที่มา http://politic.tnews.co.th




Latest